ในโลกของภูมิรัฐศาสตร์และการแสวงหาทรัพยากร พรมแดนทางทะเลมักเป็นจุดกำเนิดของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ แต่สำหรับประเทศไทยและมาเลเซีย กรณีของ "เกาะโลซิน" และพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) ได้กลายเป็นต้นแบบระดับโลกในการเปลี่ยนพื้นที่ทับซ้อนให้กลายเป็นแหล่งความมั่นคงทางพลังงานที่สร้างมูลค่ามหาศาลคืนสู่ทั้ง 2 ประเทศมานานกว่าครึ่งศตวรรษ
หากย้อนกลับไปในปี 2511 เมื่อมีการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยอย่างจริงจัง ไทยพบแหล่งก๊าซขนาดใหญ่บริเวณรอยต่อทางทะเลไทย-มาเลเซีย ซึ่งอาจมีปริมาณถึง 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อทั้งสองประเทศประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเลทับซ้อนกัน โดยมาเลเซียใช้เส้นมัธยฐานลากผ่านพื้นที่ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ไทยได้อ้างสิทธิ์โดยใช้ "เกาะโลซิน" กองหินขนาดเล็กที่โผล่พ้นน้ำเพียง 10 เมตร และอยู่ห่างจากชายฝั่งนราธิวาสไป 100 กิโลเมตร เป็นจุดอ้างอิง แม้จะไม่มีคนอาศัยอยู่ แต่การที่กองทัพเรือไทยสร้าง "ประภาคาร" ไว้ ทำให้ไทยอ้างสถานะความเป็น "เกาะ" ตามอนุสัญญากรุงเจนีวา ค.ศ. 1958 ทำให้ไทยสามารถประกาศเขตแดนทางทะเลได้กว้างกว่าปกติ จนทับซ้อนกับพื้นที่ที่มาเลเซียอ้างสิทธิ์ถึง 7,250 ตารางกิโลเมตร
แม้ต่อมาภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) โลซินจะถูกลดสถานะเป็นเพียง "กองหิน" เนื่องจากมนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ แต่ข้อตกลงความร่วมมือที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นได้กลายเป็นรากฐานที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
กลยุทธ์ Win-Win เปลี่ยนพื้นที่ทับซ้อนเป็น JDA
หลังจากการเจรจาที่หาข้อสรุปไม่ได้นานถึง 7 ปี (พ.ศ. 2515-2522) จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์อันดีระหว่าง "เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์" นายกรัฐมนตรีของไทย และ "ดาโต๊ะ ฮุสเซน ออนน์" นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในขณะนั้น ทั้งคู่เห็นตรงกันว่าการแช่แข็งความขัดแย้งมีแต่จะทำให้เสียประโยชน์
จึงนำไปสู่การจัดตั้งองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (Malaysia-Thailand Joint Authority: MTJA) ในปี 2522 เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ JDA โดยมีหลักการสำคัญคือ การแบ่งปันผลประโยชน์คนละ 50% ทั้งค่าใช้จ่ายและก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จะถูกแบ่งครึ่งอย่างเท่าเทียม สัญญา 50 ปี (2522-2572) แม้การผลิตจริงจะเริ่มในปี 2548 แต่สัญญาบริหารจัดการครอบคลุมระยะยาวเพื่อความมั่นคง ในระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ให้บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และ Petronas เป็นผู้ดำเนินการหลักภายใต้บริษัทร่วมทุน CPOC
"ขุมทรัพย์แสนล้าน" หัวใจหลักพลังงานภาคใต้
อย่างไรก็ตาม ตลอดสัญญาพื้นที่ JDA สร้างรายได้สะพัดรวมกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์และสร้างงานกว่า 50,000 ตำแหน่ง ในเชิงเทคนิค แหล่งก๊าซใน JDA (โดยเฉพาะแปลง A-18, B-17 & C-19) ที่ส่งเข้าไทยเฉลี่ย 509 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (16%) ของการจัดหาก๊าซรวมทั้งประเทศ โดยส่วนหนึ่งถูกส่งผ่านจังหวัดสงขลาเพื่อเป็นเชื้อเพลิงหลักให้โรงไฟฟ้าจะนะ ซึ่งสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าให้กับครัวเรือนและธุรกิจในภาคใต้ตอนล่าง และก๊าซอีกส่วนส่งไปยังจังหวัดระยองเพื่อเป็นวัตถุดิบในภาคตะวันออก ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
นอกจากนี้ ในช่วงล่าสุดที่แหล่งก๊าซเอราวัณมีกำลังผลิตลดลง โครงการ JDA ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเสริมปริมาณก๊าซธรรมชาติเพื่อลดผลกระทบต่อความมั่นคงพลังงานของไทย
ต่อเวลาเชิงกลยุทธ์ ขยายอายุ PSC ถึงปี 2582
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2565 ทาง ปตท.สผ. ได้รายงานการผนวกรวมสัญญาและขยายอายุสัญญาแบ่งปันผลผลิตในพื้นที่ JDA ออกไปอีก 10 ปี (จนถึงปี 2582) ซึ่งการขยายเวลานี้ได้รับการอนุมัติจากทั้ง 2 รัฐบาลเพื่อปริมาณการผลิต Ffpคาดว่าจะได้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และสร้างความต่อเนื่องในการลงทุน เปิดโอกาสให้สำรวจพื้นที่โดยรอบเพิ่มเติม เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ในช่วงที่แหล่งพลังงานในอ่าวไทยเริ่มลดน้อยลง
โดยนายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ในวันที่ 4 ส.ค. 2565 Malaysia-Thailand Joint Authority ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ข้อตกลงระหว่างรัฐบาลมาเลเซียกับรัฐบาลไทยร่วมกับบริษัทปตท.สผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ปตท.สผ.อ.) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของปตท.สผ. และบริษัท PETRONAS Carigali (JDA) Limited (PC JDA) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PETRONAS Carigali Sdn Bhd. ได้เสร็จสิ้นการผนวกรวมสัญญาแบ่งปันผลผลิตในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA)
การผนวกรวมสัญญานี้ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลไทยและรัฐบาลมาเลเซียแล้ว โดยให้ขยายอายุสัญญาต่อไปอีก 10 ปี ซึ่งจะหมดอายุในปี พ.ศ. 2582 พร้อมให้สิทธิในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่โดยรอบเพิ่มเติม นอกจากนั้นยังได้ปริมาณก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 30 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันจนถึงปี พ.ศ. 2568 เพื่อช่วยสนับสนุนความต้องการใช้ก๊าซในประเทศไทย
โครงการ MTJDA เป็นโครงการก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ ตั้งอยู่ในอ่าวไทยตอนล่าง บริเวณพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ประกอบไปด้วย แปลง B-17 และ C-19, B-17-01 และ B-17-02 ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,868 ตารางกิโลเมตร ดำเนินการภายใต้บริษัท Carigali-PTTEPI Operating Company Sdn Bhd (CPOC) โดยมีผู้ร่วมทุน ประกอบด้วย ปตท.สผ.อ. 50% และ PC JDA 50%
นอกจาก "เกาะโลซิน" ทำให้ไทยได้ประโยชน์มหาศาลจากแหล่งก๊าซธรรมชาติแล้ว ใต้ทะเลของเกาะโลซินกว่า 100 ไร่ ก็มีความอุดมสมบูรณ์ของปะการังและฝูงปลานานาชนิด รวมถึงฉลามวาฬแวะเวียนมาบ่อยครั้ง เป็นสวรรค์อีกแห่งของนักดำน้ำ แต่เมื่อปี พ.ศ. 2564 มีเศษอวนขนาดยาว 200 ม. กว้าง 50 ม. ติดแนวปะการังบริเวณเกาะโลซิน สร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศปะการังประมาณ 550 ตารางเมตร มีเก็บกู้ขึ้นมามีน้ำหนักมากถึง 800 กก. กลุ่มอนุรักษ์ทางทะเลจึงเรียกร้องให้เกาะโลซิน เป็นพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้รับเรื่องไปพิจารณาและเร่งผลักดัน กระทั่ง เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2565 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกฎกระทรวง ทส. กำหนดให้บริเวณ เกาะโลซินเป็นพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งปี 2565 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 28 ก.ค. 2565
สำหรับบทลงโทษหากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวทราบโดยทั่วกัน อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งย้ำเตือนการประกาศให้บริเวณเกาะโลซิน เป็นพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นอีกเครื่องมือที่จะช่วยดูแลป้องกันทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ให้คนรักทะเลได้อุ่นใจ และเพื่อเป็นสวรรค์ของนักดำน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป
แม้ในอนาคตสถานะของ "เกาะโลซิน" อาจเปลี่ยนแปลงไปตามกฎหมายทะเลสมัยใหม่ แต่สิ่งที่โลซินได้สร้างไว้คือประวัติศาสตร์แห่งความร่วมมือที่เปลี่ยน "กองหิน" ให้กลายเป็น "หลักเขตความมั่นคง" ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนานและจะต่อเนื่องไปถึงทศวรรษหน้า





