"กรุงเทพธุรกิจ" เจาะลึกความเคลื่อนไหวของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในการจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็น “รากฐาน” และ “หมุดหมายสำคัญ” ในการยกระดับระบบพลังงานไทยให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
หัวใจสำคัญของร่างแผน PDP ฉบับใหม่ ซึ่งมีการปรับชื่อเรียกเพื่อให้ทันสมัยเป็น PDP 2026 คือการขยายกรอบเวลาการวางแผนจาก 20 ปี เป็น 25 ปี (ค.ศ. 2026-2050) เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายใหม่ที่รัฐบาลตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions ให้เร็วขึ้นจากปี 2065 เป็น 2050
การปรับเป้าหมายครั้งนี้ส่งผลให้กระทรวงพลังงานต้องปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RE) ให้สูงขึ้นและเร็วขึ้น โดยคาดการณ์ว่าในช่วงปลายแผนปี 2580 สัดส่วนพลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 51% และอาจขยับสูงถึง 60% เพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสีเขียว
AI-Data Center ตัวขับเคลื่อนดีมานด์
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตพุ่งสูงขึ้นเกินกว่าการคาดการณ์แบบเดิม คือการเติบโตของ AI และ Data Center และการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า มีโครงการ Data Center และ Cloud Service ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่ารวมทะลุกว่าแสนล้านบาท
โดยเทคโนโลยี AI ต้องการแหล่งพลังงานที่มีความ "มั่นคงและสะอาด" ตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้รัฐบาลต้องนำร่องโครงการ Direct PPA (สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง) ปริมาณ 2,000 เมกะวัตต์ เพื่อให้ผู้ประกอบการกลุ่ม Data Center สามารถซื้อไฟฟ้าสีเขียวจากผู้ผลิตได้โดยตรง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดเสรีภาคไฟฟ้าในไทย ซึ่งผ่านคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
"บีโอไออนุมัติการส่งเสริมการลงทุน กลุ่ม Data center ไปแล้วราว 20 ราย โดยต้องการใช้ไฟฟ้า 1 กิกะวัตต์ (1,000 เมกะวัตต์) และจะเพิ่มอีกระดับ 30 ราย รวม 4 กิกะวัตต์ ซึ่งเดิมกลุ่ม Data Center ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียว ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ผลักดันโครงการ Direct PPA นำร่อง 2,000 เมกะวัตต์ขายตรงให้กลุ่ม Data center คาดว่าจะเปิดได้ในเดือนม.ค. 2569 5nvเป็นจุดเริ่มต้นการเปิดเสรีไฟฟ้าในไทย"
ลดสัดส่วนถ่านหินออกจากแผน PDP
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า สำหรับแผนการลดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินถูกบรรจุไว้เป็นส่วนหนึ่งของร่างแผน PDP ฉบับใหม่ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) แบ่งเป็น
1. การจำกัดและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงที่ปล่อย CO2 สูง โดยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเข้มข้น ซึ่งร่างแผน PDP มีนโยบายบริหารจัดการเชื้อเพลิงเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยมุ่งเน้นการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงที่ปล่อย CO2 สูงอย่างถ่านหินเป็นลำดับต้น ๆ
จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่างร่าง PDP ฉบับใหม่ ภาคประชาชนและเครือข่ายด้านพลังงานได้เสนอให้ภาครัฐหยุดการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่อย่างเด็ดขาด รวมถึงระงับโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อลดต้นทุนผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
พร้อมกับการปลดโรงไฟฟ้าถ่านหินออกจากระบบ โดยตามแผนการผลิตไฟฟ้าในปี 2580 จะมีการปลดกำลังผลิตไฟฟ้าเดิมออกจากระบบรวมถึง 18,884 เมกะวัตต์ ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่หมดอายุโครงการ
2. การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดมาทดแทน (Energy Transition) โรงไฟฟ้าถ่านหินด้วยการยกระดับพลังงานหมุนเวียน (RE) การวางแผนเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้สูงขึ้น โดยในปลายแผนปี 2580 สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มเป็น 51% (จากเดิม 36%) และในบางร่างแผนอาจขยับสูงถึง 60% เพื่อทดแทนกำลังผลิตจากฟอสซิล
"SMR - ไฮโดรเจน - CCS" เทคโนโลยีแห่งอนาคต
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่กระทบความมั่นคง ร่างแผน PDP ใหม่ได้บรรจุเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกใหม่ๆ เข้าสู่ระบบอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ
1. SMR (Small Modular Reactor) ถือเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กที่มีความปลอดภัยสูง โดยในร่างแผน PDP คาดว่าจะมีการบรรจุกำลังผลิตมากกว่า 600 เมกะวัตต์ เพื่อนำเข้าสู่เข้าสู่แผน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะเป็นผู้นำร่องโครงการ เพื่อเป็นฐานการผลิตไฟฟ้าที่ไม่มีการปล่อยคาร์บอน อย่างไรก็ตาม ร่างแผนใหม่อาจเพิ่มสัดส่วนSMR เพิ่มขึ้นอีก เพราะถึงเป็นสัดส่วนที่อยู่ปลายแผน PDP
2. Hydrogen Blending กำหนดให้มีการผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติในสัดส่วน 5% โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2573 เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในโรงไฟฟ้าหลัก
3. CCS (Carbon Capture and Storage) ถือเป็นเทคโนโลยีในการดักจับและกักเก็บคาร์บอน ซึ่งบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ สผ. กลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อยู่ระหว่างนำร่องในแหล่งก๊าซอาทิตย์ และเตรียมผลักดันให้ไทยเป็น Eastern Thailand CCS Hub ในพื้นที่ EEC
"การเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งนี้ คาดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าได้มากกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน และโรงไฟฟ้าชุมชน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดในราคาที่เป็นธรรม และมีบทบาทในการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Prosumer) มากขึ้น"
เปิดสถิติการลดสัดส่วนถ่านหิน
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า สำหรับการลดการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในปี 2566 การใช้ถ่านหินและลิกไนต์ในไทยลดลงถึง 15% โดยเฉพาะในภาคการผลิตไฟฟ้าที่ลดลง เนื่องจาก กฟผ. มีคำสั่งให้โรงไฟฟ้าถ่านหินบางแห่ง (เช่น เก็คโค่-วัน) หยุดเดินเครื่องชั่วคราว และสลับไปใช้โรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำกว่าหรือสะอาดกว่าเพื่อลดผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าและสิ่งแวดล้อม
รวมถึงการหมดอายุของเหมือง การใช้ลิกไนต์ในภาคอุตสาหกรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (-87.1%) เนื่องจากการหมดอายุประทานบัตรของเหมืองลิกไนต์ในประเทศ
ดังนั้น แผนการลดสัดส่วนถ่านหินใน PDP ใหม่ ไม่ได้เพียงแค่การลดตัวเลขการผลิต แต่เป็นการปรับโครงสร้างระบบไฟฟ้าผ่านการหยุดสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ การนำเทคโนโลยีสะอาด (SMR, CCS, Hydrogen) เข้ามาเสริม และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้เป็นกำลังผลิตหลักของประเทศแทน
รายง่านข่าวระบุว่า คณะอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่มีนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เป็นประธาน ตามที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แต่งตั้ง ได้ประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2568 ได้เร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนม.ค. 2569 เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทด้านพลังงานของไทย
ส่วนโครงการ CCS จะเป็นธุรกิจใหม่ของประเทศไทย ล่าสุด ทางสิงคโปร์สนใจอยากเป็นลูกค้า โดยโครงการ Eastern Thailand CCS Hub ในพื้นที่EEC คาดว่าจะกักเก็บคาร์บอนในอ่าวไทยได้มากกว่า 10 ล้านตันต่อปี ถือเป็นหนึ่งโครงการตามนโยบาย Quick Big Win ที่กำหนด 3 มาตรการ 10 โครงการ
ประกอบด้วยมาตรการที่ 1 โซลาร์ภาคประชาชน มาตรการที่ 2 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม และมาตรการที่ 3 สร้างความมั่นคงด้านพลังงานระยะยาว รองรับ Net Zero Emissions 2050
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติมาตรการภาษีด้านพลังงานชุดใหญ่ที่กระทรวงพลังงานเสนอ ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ซึ่งครอบคลุมทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินลงทุนกว่า 2.4 แสนล้านบาท ประกอบด้วย มาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและลดค่าไฟฟ้ารายเดือน
โดยเปิดสิทธิให้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบ Solar Rooftop แบบเชื่อมต่อโครงข่าย (On-grid) ขนาดไม่เกิน 10 กิโลวัตต์พีค มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 2 แสนบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิกว่า 90,000 ครัวเรือน ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้กว่า 585 ล้านหน่วยต่อปี ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกัน ครม.ยังได้อนุมัติมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ ปรับเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ประสิทธิภาพพลังงานสูง 5 ดาว อาทิ ปั๊มความร้อน สีทาผนังอาคาร กระจก ตู้เย็นเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีถึง 50% ของค่าใช้จ่ายในการลงทุน คาดว่าจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้า 30,000 ล้านหน่วยต่อปี ลดค่าใช้จ่ายพลังงานได้กว่า 110,000 ล้านบาทต่อปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 15 ล้านตันต่อปี และสร้างการลงทุนใหม่ไม่น้อยกว่า 2.2 แสนล้านบาท ทั้งนี้ประชาชนจะสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้จนถึง 31 ธ.ค.2571
แม้แผน PDP ฉบับใหม่จะเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านต้นทุนค่าไฟและความเห็นต่างจากภาคประชาชนในบางประเด็น แต่การเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดอย่าง "โปร่งใสและเป็นธรรม" คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน





