RCEP เป็นอีกหนึ่งข้อตกลงทางการค้าที่สะท้อนแนวคิด Resilience เพื่อรับมือกับความท้าทายในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี จุดมุ่งหมายสำคัญประการหนึ่งของ RCEP คือการแก้ไขปัญหา “ชามก๋วยเตี๋ยว” (Noodle Bowl Effect) ในอาเซียน จากความซับซ้อนและการทับซ้อนของกฎเกณฑ์ในความตกลงการค้าเสรีหลายฉบับในภูมิภาค
ในยุคที่โลกเผชิญความท้าทายในหลากหลายมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ ระบบเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน สะท้อนถึงการก่อรูปของระเบียบโลกใหม่ ขณะที่ระเบียบโลกเดิมกำลังถูกท้าทายอย่างต่อเนื่อง ความเสื่อมถอยของความเป็นพหุภาคีนิยม (Multilateralism) โดยเฉพาะภายใต้กรอบสถาบันระหว่างประเทศ เช่น องค์การการค้าโลก ซึ่งบทบาทถูกลดทอนลงจากการใช้มาตรการภาษี การปกป้องทางการค้า และนโยบายเศรษฐกิจแบบมุ่งพึ่งพาตนเอง ส่งผลให้รัฐต่าง ๆ ไม่อาจพึ่งพามหาอำนาจหรือกลไกระเบียบโลกเดิมได้อีกต่อไป
อย่างไรก็ดี ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากไม่มีประเทศใดสามารถดำรงอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยวในระบบเศรษฐกิจโลกที่เชื่อมโยงถึงกันภายใต้ความเป็นโลกาภิวัฒน์ ที่การแลกเปลี่ยนทรัพยากรคือปัจจัยสำคัญ ภายใต้บริบทดังกล่าว ความร่วมมือในระดับภูมิภาคจึงทวีความสำคัญ และอาจทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจและการเมืองโลกในปัจจุบัน
รายงานของ World Economic Forum (WEF) ปี 2026 ชี้ให้เห็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและความท้าทายที่ทวีความซับซ้อน ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเสริมสร้าง Resilience หรือความสามารถในการรับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากความไม่แน่นอน โดยไม่เพียงมุ่งลดความเสี่ยงเท่านั้น แต่ต้องสามารถเปลี่ยนความไม่แน่นอนดังกล่าวให้กลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์
RCEP เป็นอีกหนึ่งข้อตกลงทางการค้าที่นอกจากจะใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ยังสะท้อนแนวคิด Resilience เพื่อรับมือกับความท้าทายในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะเจรจากว่า 8 ปี และเพิ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2021 แต่ศักยภาพของ RCEP ยังต้องพูดถึงโดยเฉพาะในบริบทโลกเช่นนี้
เมื่อพิจารณาโครงสร้างของข้อตกลงซึ่งประกอบด้วย 20 ข้อบท จะเห็นได้ว่า RCEP มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากความตกลงระดับภูมิภาคอื่นๆ โดยสะท้อนผ่านความเป็นข้อตกลงที่มีความยืดหยุ่นสูง และคำนึงถึงระดับการพัฒนาที่หลากหลายของประเทศสมาชิก จุดมุ่งหมายสำคัญประการหนึ่งของ RCEP คือการแก้ไขปัญหา “ชามก๋วยเตี๋ยว” (Noodle Bowl Effect) ในอาเซียน ซึ่งเกิดจากความซับซ้อนและการทับซ้อนของกฎเกณฑ์ในความตกลงการค้าเสรีหลายฉบับในภูมิภาค โดยเฉพาะในประเด็นกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าและสิทธิประโยชน์ทางการค้าที่ไม่สอดคล้องกัน
งานศึกษาของ Xiao Yifei และ Avery Goldstein ชี้ให้เห็นว่า ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับมิติด้านการพัฒนา ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากความตกลงอย่าง Trans-Pacific Partnership (TPP) ที่มีมาตรฐานสูงกว่า มีข้อผูกพันที่เข้มงวด และครอบคลุมประเด็นเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนเกินกว่าการเปิดเสรีทางการค้าเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ ในหลายกรณี ประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่า มักเผชิญข้อจำกัดในการเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าว รวมถึงความท้าทายในการปรับตัวต่อมาตรการที่เกินกว่าประเด็นทางการค้า ส่งผลให้ประเทศขนาดเล็กไม่สามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น RCEP จึงสะท้อนบทบาทของ ASEAN Centrality อย่างชัดเจน
ในขณะเดียวกัน RCEP ยังมีข้อบทที่ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงตลาดยุคใหม่ด้านดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับภาคธุรกิจในอาเซียนในการใช้ประโยชน์จาก RCEP เพื่อขยายการเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้นในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดจีนซึ่งมีศักยภาพสูงด้านเศรษฐกิจดิจิทัล
ทั้งนี้ งานศึกษาของ Dong Wang, Peiyung Xu, Bowen An และ Yingying Song ชี้ให้เห็นว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะในมิติของโครงสร้างพื้นฐาน และจีนซึ่งมีความได้เปรียบและความเชี่ยวชาญในด้านดังกล่าว ควรมีบทบาทในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่องในภูมิภาค เหล่านี้สะท้อนโอกาสสำคัญของอาเซียนจากข้อตกลง RCEP
ในโลกที่ความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ทวีความเข้มข้น การปรับตัวของแต่ละประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง อย่างไรก็ดี ความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างจุดแข็งร่วมและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรภายในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถช่วยลดแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกได้ โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามทางการค้าและการเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลกใหม่
ในบริบทดังกล่าว RCEP จึงเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญ และเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของ Inclusive Trade Agreement ที่เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกในระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังชี้ให้เห็นถึงบทบาทของ Resilience ในฐานะปัจจัยสำคัญในการออกแบบและขับเคลื่อนความตกลงทางการค้าในระดับภูมิภาคให้สามารถดำเนินไปได้อย่างมีเสถียรภาพและประสบความสำเร็จภายใต้โลกที่ไม่แน่นอน





