ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามที่พรรคการเมืองได้ส่งเอกสารนโยบายของพรรคการเมือง วงเงินงบประมาณ และแหล่งที่มาของงบประมาณในนโยบายต่างๆที่จะใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.ปี 2569 ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบ
กกต.ได้มอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาที่ได้แต่งตั้งขึ้นตรวจสอบ และให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของ กกต.ทั้งนี้ในการตรวจสอบเอกสารของพรรคการเมืองผู้แทนของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ส่งความเห็นกลับมาประกอบการพิจารณาของ กกต.โดยมีสาระสำคัญดังนี้
- แผนการคลังระยะปานกลางหนี้ปริ่มเพดาน70%
จากข้อมูลในแผนการคลังระยะปานกลางฉบับล่าสุดที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 พบว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะเพิ่มขึ้นจาก 68.17% ในปี 2569 เป็น69.36% ในปี 2570 และ 69.78% ในปี 2571 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ ไม่สามารถขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อนำมาเป็นแหล่งเงินสำหรับดำเนินนโยบายที่หาเสียงไว้ได้มากนัก เนื่องจากจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เกินกว่า70% ตามที่กำหนดไว้ในกรอบวินัยการเงิน การคลังของรัฐ ที่ประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เรื่อง กำหนดกรอบในการบริหาร หนี้สาธารณะ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 วันที่ 28 กันยายน 2564)
นอกจากนี้การขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติม จนเต็มสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ 70% จะทำให้รัฐบาลไม่มีพื้นที่ทางการคลังคงเหลือสำหรับ รับมือกับความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง ในขณะที่การปรับเพิ่มสัดส่วน หนี้สาธารณะในกรอบวินัยการเงินการคลังดังกล่าวจะทำให้มีความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกสถาบันจัดอันดับความ น่าเชื่อถือปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย
-
ชี้ต้องปรับลดรายจ่ายประจำ-ลดขาดดุลงบประมาณ
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีพรรคการเมืองกำหนดวงเงินสำหรับการดำเนินนโยบายไว้ค่อนข้างสูงและระบุ แหล่งที่มาของแหล่งเงินไว้ว่าเป็นการใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือจากการบริหาร งบประมาณรายจ่ายประจำปีแต่ไม่ได้ระบุว่าเงินงบประมาณดังกล่าวจะถูกจัดหามาจากการเพิ่มการจัดเก็บ รายได้ หรือจากการลดรายจ่ายรายการอื่นลง หรือจากการขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติม จึงมีข้อสังเกตสำหรับ พรรคการเมืองที่กำหนดวงเงินสำหรับการดำเนินนโยบายไว้ค่อนข้างสูง และระบุแหล่งที่มาของเงินว่ามาจาก รายจ่ายประจำปีหรือจากการบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยไม่ระบุวิธีการได้มาซึ่งแหล่งเงิน งบประมาณดังกล่าวข้างต้นว่าหากไม่สามารถบริหารงบประมาณโดยการปรับลดรายจ่ายรายการอื่น หรือ การจัดหารายได้เพิ่มเติม วงเงินงบประมาณตามข้อเสนออาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่เกินกว่ากรอบวินัยการเงินการคลังซึ่งในปัจจุบันกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 70% ของ GDP และทำให้ความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้น
นอกจากนั้น ยังมีข้อเสนอแนะต่อแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมตรวจสอบนโยบายฯ ในระยะต่อไป ว่า ในกรณีที่พรรคการเมืองระบุว่าจะใช้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือจากการบริหารงบประมาณ รายจ่ายประจำปีนั้น ควรให้พรรคการเมืองระบุให้มีความชัดเจนถึงแหล่งเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีว่า จะมาจากการปรับลดรายจ่ายราย หรือการเพิ่มการจัดเก็บรายได้ หรือการขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมเป็น จำนวนเงินเท่าไร โดยในกรณีที่ไม่สามารถระบุไว้ในวงเงินของแต่ละนโยบายก็ควรระบุไว้ในระดับภาพรวม ของวงเงินทั้งหมด โดยที่ผู้แทน สศช. ได้ให้ความเห็นต่อที่ประชุมตั้งแต่ในการประชุมครั้งแรกซึ่งนอกจาก จะช่วยให้คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายฯ ให้ความเห็นและข้อสังเกตุได้อย่างชัดเจนมากขึ้นแล้ว
ยังช่วยให้ประชาชนมีข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และสามารถป้องกันนโยบายระยะสั้น ที่มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้ได้รับคะแนนนิยมทางการเมืองแต่เพียงอย่างเดียวได้ในอีกทางหนึ่ง เนื่องจากผู้ ไม่เห็นด้วยกับวิธีการจัดหาแหล่งเงินหรือได้รับผลกระทบจากวิธีการจัดหาแหล่งเงินจะไม่ลงคะแนน สนับสนุนพรรคการเมืองที่เสนอนโยบายดังกล่าว
นอกจากนั้นในบางกรณีที่พรรคการเมืองระบุแหล่งเงินว่าจะมาจากมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงิน การคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 นั้น ควรมีการพิจารณาถึงวงเงินคงเหลือที่สามารถนำมาดำเนินการได้ว่าใน ปัจจุบันมีวงเงินมากน้อยเพียงใด รวมทั้งมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า การใช้ที่มาของเงินจากแหล่งดังกล่าวจนเต็ม กรอบตามที่กำหนดไว้ในกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดไว้ที่32% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เรื่อง กำหนดอัตราชดเชยค่าใช้จ่ายหรือ การสูญเสียรายได้ของหน่วยงานของรัฐในการดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามที่กำหนดไว้ใน มาตรา 28 พ.ศ. 2565 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2565 จะทำให้ภาครัฐมีข้อจำกัดต่อการดำเนินมาตรการ เพื่อแก้ปัญหาหรือบรรเทาสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า
-
ติงใช้เงินแหล่งอื่นต้องสอดคล้องภารกิจ
ส่วนการใช้แหล่งเงินอื่น ๆ อาทิ กองทุนต่าง ๆ หรือจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ พรรคการเมืองควรพิจารณาถึง ความสอดคล้องกับขอบข่ายภารกิจ วัตถุประสงค์ และอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายจัดตั้งของกองทุนหรือ รัฐวิสาหกิจนั้น ๆ รวมทั้งความเสี่ยงที่จะเกิดกับฐานะการเงินของกองทุนและหรือรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ ด้วย
จากการการวิเคราะห์ความเสี่ยงของนโยบายในบางกรณีขาดความครอบคลุมและครบถ้วนตามที่ควรจะเป็น เช่น ความเสี่ยงต่อปัญหา Moral Hazard ในภาคการเงิน และปัญหาความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลัง รวมทั้งขาดการประเมินผลกระทบของนโยบายที่อาจส่งผลให้เกิดการบิดเบือนในภาคการผลิต และขาดการ ประเมินความคุ้มค่าตามหลักการหรือวิธีการที่ถูกต้อง
นอกจากนี้ เอกสารที่ได้รับแสดงให้เห็นว่าในบางกรณีพรรคการเมืองขาดความเข้าใจในเรื่องงบประมาณ และการเงินการคลังของภาครัฐ
ขณะที่ในบางกรณีพรรคการเมืองเสนอวงเงินที่อาจจะไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เป็นฐานในการคิดคำนวณ และ อาจจะไม่สอดคล้องกับวิธีการดำเนินนโยบายที่ระบุไว้
-
ชี้หลายนโยบายขาดความคุ้มค่า เพิ่มความเสี่ยงการคลัง
นอกจากนี้ในบางนโยบายของบางพรรคการเมืองเขียนไว้เพียงหลักการและใช้วงเงินสูง รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อความ คุ้มค่า และความเสี่ยงต่อกรอบวินัยการเงินการคลัง แต่ไม่ระบุวิธีการในการดำเนินมาตรการไว้อย่างเพียงพอ และทำให้ คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายฯ ไม่มีข้อมูลที่เพียงพอต่อการให้ข้อสังเกตและความเห็น ซึ่ง ฝ่ายเลขานุการฯ ควรขอข้อมูลเพิ่มเติม และหรือตรวจสอบว่า การนำเสนอนโยบายในลักษณะดังกล่าวมีการ เปิดเผยข้อมูลที่เพียงพอ และมีความสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่





