บอร์ดการรถไฟฯ สั่งหารือ “อัยการสูงสุด” เคาะเลิกสัญญา ITD ปมอุบัติเหตุเครนไฮสปีดถล่มสีคิ้ว หลักฐานชี้ชัด ผิดข้อกำหนดไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลและเฝ้าระวังความปลอดภัย ขณะที่การเลิกสัญญาและประมูลใหม่ คาดใช้เวลารวม 14 เดือน เพื่อจ้างและสร้างงานโยธาที่เหลือ 0.5%
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. วันนี้ (29 ม.ค.) ได้มีการพิจารณาวาระสิทธิของผู้ว่าจ้างในการบอกเลิกงานสัญญาที่ 3-4 งานโยธา ช่วงลำตะคอง - สีคิ้ว และช่วงกุดจิก - โคกกรวด ในโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ไทย - จีน ซึ่งมีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD เป็นผู้รับจ้าง
โดยการพิจารณาวาระดังกล่าว สืบเนื่องจากอุบัติเหตุเครนก่อสร้างไฮสปีดเทรนถล่มตกทับขบวนรถไฟ เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 30 ราย และบาดเจ็บ 66 ราย โดยมีการสรุปรายงานเหตุการณ์ พบว่าสาเหตุสำคัญเกิดจากการที่บริษัทเอกชนผู้รับจ้าง ไม่มีการจัดเจ้าหน้าที่ดูแลและเฝ้าระวังความปลอดภัย (Safety and Look Out Man) เข้ามาดูแลพื้นที่ในขณะปฏิบัติงาน ซึ่งขัดต่อเงื่อนไขของสัญญา ที่ผู้รับจ้างต้องดำเนินการเตรียมเจ้าหน้าที่ส่วนนี้ เพื่อประสาน รฟท. ในการเดินรถ และให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อการเดินรถ
นอกจากนี้ ผลสอบเบื้องต้นยังพบว่า สลักเกลียวกำลังสูง (PT-Bar) ที่ใช้ในการยึดฐานรองเครนขาด ขณะที่อยู่ระหว่างการเคลื่อนเครน (Launching) ส่งผลให้ฐานรองรับด้านหน้า (Front Support) ล้มเอนและตกลงมากระแทกขบวนรถไฟด้านล่าง
ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงวิศวกรรม โดย รฟท. ได้ประสานงานร่วมกับพนักงานสอบสวนของตำรวจ และเชิญสภาวิศวกร วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้าง เข้าร่วมตรวจสอบในพื้นที่ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างรอบด้าน ซึ่งในขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปผลได้อย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ดี เพื่อให้การพิจารณาดำเนินการทางกฎหมาย การบอกเลิกสัญญาเป็นไปอย่างรอบคอบ อนุคณะกรรมการกฎหมายของ รฟท. ได้มีการประชุมและให้ความเห็นว่า ข้อมูลความบกพร่องของผู้รับจ้างที่ไม่ได้จัดพนักงานดูแลความปลอดภัยจนเกิดเหตุนั้น มีน้ำหนักเพียงพอที่จะพิจารณาบอกเลิกสัญญาได้ แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการบอกเลิกสัญญาถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ที่ต้องทำด้วยความรอบคอบ รฟท. จึงจำเป็นต้องส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาแนวทาง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและถูกต้องตามระเบียบ พรบ.จัดซื้อจัดจ้างฯ มาตรา 103 เพื่อรักษาประโยชน์ของหน่วยงานรัฐ และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้โครงการมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 99.5% เหลือประมาณ 0.5% จะเสร็จสมบูรณ์ หากมีการบอกเลิกสัญญาจริง รฟท.จะต้องดำเนินการเปิดประกวดราคาใหม่ ซึ่งอาจใช้ระยะเวลาประมาณ 14 เดือน รวมการก่อสร้าง แต่หาก ITD ก่อสร้าง ตามสัญญาจะแล้วเสร็จภายใน ต.ค. 2569 รวมทั้งหากจะเลิกสัญญาต้องพิจารณา ผลกระทบด้านกฎหมาย ต้องพิจารณาเรื่องการรับประกันผลงานที่ทำไปแล้ว การส่งมอบชิ้นงาน และค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องจากภาคเอกชน





