นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวถึงกรณีที่มีพรรคการเมืองเสนอแนวคิด"ยกหนี้เกษตรกร"ว่าธนาคารมีแผนรองรับลูกหนี้กลุ่มที่ประสบปัญหาหนักจนไม่สามารถชำระหนี้ได้จริงอยู่แล้ว ภายใต้ยุทธศาสตร์การดูแลลูกหนี้ช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยจะใช้เครื่องมือการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพรายบุคคล
โดยมีข้อกฎหมายระบุว่าหากลูกหนี้ยังมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะไม่สามารถยกหนี้ให้ได้ทันที เนื่องจากต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมายและเงื่อนไขหลักประกัน แต่จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่ม "ผู้กู้-ผู้ค้ำ" ที่เป็นผู้สูงอายุและขาดฐานะทางการเงิน โดยจะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เอ็กซเรย์คุณสมบัติอย่างละเอียด
"สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ของ ธ.ก.ส. จะเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักคือ เกษตรกรที่มีอายุมากกว่า 70 ปี และไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจเข้าสู่เกณฑ์ 'ตัดหนี้เป็นศูนย์' ตามระเบียบที่กำหนดไว้"
ในด้านการขยายตัวของสินเชื่อ นายไพศาล เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้ตัดสินใจปรับลดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อใหม่ในปีนี้ลงเหลือ 47,000 ล้านบาท จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 50,000 ล้านบาท โดยมีปัจจัยลบสำคัญประกอบด้วย ภาคการเกษตรไม่เติบโตกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในชนบทชะลอตัว เหตุการณ์ภัยธรรมชาติ ปัญหาอุทกภัยสร้างความเสียหายต่อผลผลิต และสถานการณ์ชายแดน เกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เกษตรกรบางส่วนไม่สามารถเข้าพื้นที่ทำกินได้
อย่างไรก็ดี ธนาคารคาดการณ์ว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีบัญชี (ม.ค.-มี.ค.2569) กิจกรรมทางการเงินจะกลับมาคึกคักขึ้น และจะสามารถผลักดันยอดสินเชื่อให้เข้าใกล้เป้าหมายใหม่ได้
สำหรับสถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในปีนี้ ธ.ก.ส. ตั้งเป้าหมายคุมให้อยู่ที่ 5.3% โดยปัจจุบันตัวเลขจริงอยู่ที่ระดับกว่า 5% เล็กน้อย ซึ่งถือว่ามีทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่พุ่งสูงกว่า 6% ทั้งนี้ ธนาคารยืนยันว่า จะมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงิน





