วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ธ.ก.ส. จับมือ GIZ หนุน ปลูกข้าววิถีใหม่ วางกรอบ 5 พันล้านอุดหนุนสินเชื่อ เป้าลดก๊าซเรือนกระจก

ธ.ก.ส. จับมือ GIZ หนุน ปลูกข้าววิถีใหม่ วางกรอบ 5 พันล้านอุดหนุนสินเชื่อ เป้าลดก๊าซเรือนกระจก

การขังน้ำในนาข้าวตลอดเวลา ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก ธ.ก.ส.ตระหนักในปัญหานี้จึงร่วมกับ GIZ เปิดตัวเงินอุดหนุนและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ ลดปัญหาโลกร้อน

 นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit GmbH : GIZ) จัดแคมเปญ   “ปลูกข้าววิถีใหม่ มีทุนให้จาก ธ.ก.ส.  ภายใต้โครงการ Thai Rice GCF” เปิดตัวรูปแบบเงินอุดหนุน และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ภายใต้เงื่อนไขของโครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ(Thai Rice:Strengthening Climate-Smart Rice Farming Project) 

ธ.ก.ส. จับมือ GIZ หนุน ปลูกข้าววิถีใหม่ วางกรอบ 5 พันล้านอุดหนุนสินเชื่อ เป้าลดก๊าซเรือนกระจก

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การปลูกข้าวของเกษตรกรให้เข้าสู่วิถีการปลูกข้าวที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมีความเท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ ด้วยการนำเทคโนโลยีที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Climate Smart Technology: CST) มาปรับใช้ เพื่อสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเกษตรกรรายย่อย ภายใต้งบประมาณสนับสนุนจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) กระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMZ) และภาคเอกชน 

พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 21 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ กาฬสินธุ์ ชัยนาท อ่างทอง ปทุมธานี สิงห์บุรี อยุธยา สุพรรณบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และลพบุรี มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2571)

นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวว่า วิธีการปลูกข้าวของเกษตรกรในปัจจุบันต้องใช้น้ำปริมาณมาก และขังน้ำในนาข้าวตลอดเวลา ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอีก 30 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการผลิตข้าวของเกษตรกรลดลง นำไปสู่การสูญเสียรายได้ และส่งผล กระทบต่อการดำรงชีพของเกษตรกรและความมั่นคงด้านอาหารของโลก

ด้วยเหตุนี้ ธ.ก.ส. จึงให้ความสำคัญต่อการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าววิถีใหม่ ซึ่งคาดว่า จะสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เพิ่มรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่การทำนาข้าวที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศนั้น เกษตรกรและผู้ให้บริการจำเป็นต้องตระหนัก และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นภัยคุกคาม และพร้อมในการปรับเปลี่ยนและป้องกันผลกระทบ โดยคัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนรวมถึงสามารถวางแผนการลงทุนและบันทึกการดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ ซึ่ง “มาตรการสนับสนุนทางด้านการเงิน (Climate Smart Package)” จะเป็นแรงจูงใจที่สำคัญให้เกษตรกรยอมรับ และนำไปปฏิบัติใช้ เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนสู่การทำนาที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วย 2 มาตรการหลัก ได้แก่

1. เงินอุดหนุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (CSI) เป็นเงินทุนภายใต้โครงการ Thai Rice GCF จำนวนประมาณ 300 ล้านบาท (7.6 ล้านยูโร) ซึ่งจะนำไปใช้เป็นเงินอุดหนุนบางส่วนเพื่อให้เกษตรกรประมาณ 40,000 ราย ทดลองปรับเปลี่ยนการทำนาของตนไปสู่วิถีการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ โดยเกษตรกรสามารถเลือกรูปแบบการรับเงินอุดหนุนได้ 3 แพ็กเกจ ได้แก่ แพ็กเกจ S 500 บาทต่อไร่ แพ็กเกจ M 1,000 บาทต่อไร่ และแพ็กเกจ L 1,600 บาทต่อไร่ โดยแต่ละครัวเรือนจะได้รับเงินอุดหนุนไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน

2. สินเชื่อเพื่อการปรับเปลี่ยนสู่การเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Climate Smart Loan: CSL) ได้แก่ สินเชื่อ Climate Smart Loan (CSL) วงเงิน 5,000 ล้านบาท สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับเกษตรกรที่ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรการปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ (Basic CST) จากกรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร และ หลักสูตรต่อยอดด้านการลงทุนและการเงิน (Climate Smart Finance: CS-Fin) จาก ธ.ก.ส. ภายใต้โครงการ Thai Rice GCF เพื่อให้เกษตรกรผู้มีศักยภาพเข้าถึงแหล่งเงินต้นทุนต่ำเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนและ/หรือค่าลงทุนในเทคโนโลยีที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ 10 เทคโนโลยีที่โครงการได้ให้การส่งเสริม และสินเชื่อภายใต้ BCG Model สำหรับเกษตรกรที่ได้ผ่านการอบรมหลักสูตร Basic CST และมีความต้องการที่จะใช้เทคโนโลยีที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการทำนา

โดยเกษตรกรที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ Thai Rice GCF สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอ, สำนักงานเกษตรจังหวัด, ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว, ศูนย์วิจัยข้าว และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ และเมื่อผ่านการอบรมทั้ง 2 หลักสูตรแล้ว จึงจะสามารถสมัครขอรับเงินอุดหนุน CSI ผ่านเจ้าหน้า ธ.ก.ส. ผู้จัดอบรม หรือ ธ.ก.ส. สาขาที่ขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้า

“ธ.ก.ส. สนับสนุนการปลูกข้าวเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาตั้งแต่ปี 2566พบว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีองค์ความรู้มากขึ้น ผลผลิตมีคุณภาพและสามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่าข้าวทั่วไป  ปัจจุบันภายใต้โครงการนี้มีเกษตรกรที่พร้อมเข้าร่วมโรงการแล้ว 1,000 ราย จากเป้าหมาย10,000 รายในการปลูกข้าวรอบปี 2569 นี้ ซึ่งเกษตรกรต้องผ่านการอบรมก่อนแล้วเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม หากประสบผลสำเร็จปีต่อไป ธ.ก.ส.จะเพิ่มกรอบวงเงินในการอุดหนุนมากขึ้น โดยคิดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาๆMLR  -1.25 หรือ 5 % ต่อปีเท่านั้น ” 

ธ.ก.ส. จับมือ GIZ หนุน ปลูกข้าววิถีใหม่ วางกรอบ 5 พันล้านอุดหนุนสินเชื่อ เป้าลดก๊าซเรือนกระจก

Dr. Timo Menniken, Country Director, GIZ Thailand กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการผูกเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุนกับการอุดหนุนสินเชื่อไว้ได้ดีมาก นอกจากจะสร้างความตระหนักด้านปัญหาโลกร้อนแล้วเกษตรกรยังมีเงินลงทุนการทำนาที่มีคุณภาพ ซึ่ง GIZ พร้อมให้การสนับสนุนใน 3 ด้านคือ เทคโนโลยี องค์ความรู้ และเงินลงทุน โดยเทคโนโลยี ที่มีให้เลือกกว่า 10 วิธีการ แต่ละวิธีจะลดการปล่อยก๊าซมากหรือน้อยต่างกันไป  แต่การทำนาเปียกสลับแห้งเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เกษตรกรมีต้นทุนลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น เกษตรกรก็มีรายได้มากขึ้น 

 ภายใต้ ความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ และเอกชน ตอลระยะเวลา 6 ปี (2566-2571) คาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 2.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ และมีเกษตรกรเข้าร่วมมากถึง2.5 แสนราย