อุตสาหกรรมยานยนต์ นับเป็นหนึ่งในเสาหลักของ เศรษฐกิจไทย ทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนการผลิต การส่งออก และการจ้างงาน ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วน โรงงานประกอบรถยนต์ ไปจนถึงเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่ม และรายได้ให้เศรษฐกิจในวงกว้างมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เผชิญแรงกดดันรอบด้านจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางการค้า และผลกระทบยืดเยื้อจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้กำลังซื้อทั้งใน และต่างประเทศอ่อนแรง กำลังการผลิตเริ่มปรับลดลง โรงงานบางส่วนต้องลดชั่วโมงการทำงานหรือชะลอการลงทุน
ภาพสะท้อนที่ชัดเจนคือ ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index : MPI) ในหมวดอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สะท้อนภาวะชะลอตัวเชิงโครงสร้างมากกว่าความผันผวนระยะสั้น และกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ท้าทายความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีใหม่
การผลิตรถยนต์ของไทยลดลงต่อเนื่อง 3 ปี โดยในปี 2565 ผลิตรวม 1.88 ล้านคัน, ปี2566 ผลิตรวม 1.83 ล้านคัน เป็นปีที่สถาบันการเงินเข้มปล่อยสินเชื่อชัดเจน ส่วนปี 2567 ผลิตรวม 1.46 ล้านคัน และปี 2568 ผลิตรวม 1.45 ล้านคัน
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในปี 2568 มีจำนวน 1.45 ล้านคัน เทียบปี 2567 ลดลง 0.91% แต่มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 5,569 คัน หรือมากกว่า 0.38%
สำหรับ การผลิตรถยนต์ปี 2568 แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 956,230 คัน ลดลง 5.24% และการผลิตเพื่อขายในประเทศ 499,339 คัน เพิ่มขึ้น 10.15%
ทั้งนี้ รถกระบะดับเบิลแคป ICE 571,903 คัน คิดเป็นสัดส่วน 39.29% รองลงมาเป็นรถยนต์นั่ง ICE 247,929 คัน สัดส่วน 17.03%, รถยนต์นั่ง HEV 214,317 คัน สัดส่วน 14.72%, รถกระบะ PPV 181,342 คัน สัดส่วน 12.46% และรถประเภทอื่นๆ 240,078 คัน สัดส่วน 16.15%
ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อยอดการผลิตรถในปี 2568 มาจากปัจจัยสำคัญมาจากการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายใต้มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ เนื่องจากการนำการผลิต EV ไปนับเป็นการผลิตชดเชยในอัตรา 1.5 เท่า โดยเฉพาะรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) ที่ผลิตได้ถึง 10,714 คัน เพิ่มขึ้นถึง 794.32% จากปีก่อน ขณะที่รถกระบะไฟฟ้า เริ่มมีการผลิตเชิงพาณิชย์จำนวน 234 คัน
ขณะที่ยอดขายในประเทศปี 2568 รถยนต์มียอดขายรวม 621,166 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.47% โดยยอดขาย BEV สะสมอยู่ที่ 120,301 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 80%
ทั้งนี้ปี 2568 ถือเป็นปีที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประคองตัวได้ด้วย EV แม้ตลาดในประเทศยังเปราะบาง แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มเห็นผลชัดเจน และจะเป็นตัวแปรสำคัญของอุตสาหกรรมในระยะต่อไป
ส.อ.ท.ตั้งเป้าผลิตปีนี้ 1.5 ล้านคัน
สำหรับ ปี 2569 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์คาดการณ์ว่า การผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,500,000 คัน เติบโต 3.05% แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออกประมาณ 950,000 คัน และเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายปีก่อนที่ตั้งไว้ 500,000 คัน หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 4% จากยอดผลิตจริง แม้ว่าหลายสำนักจะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) จะเติบโตเพียง 1.2-2.2% ก็ตาม
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนยอดผลิตเพื่อขายในประเทศ มาจากการเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเร็ว ซึ่งจะทำให้เกิดการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ตามวาระตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2569 เม็ดเงินเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ระบบผ่านการลงทุน และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีความหวังจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อรถยนต์ และสินค้าอื่นๆ มากขึ้น
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ยังมองเห็นสัญญาณบวกจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งหากมีการลงทุนจริงเพียง 50-70% ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวได้เป็นอย่างดี
“ปัจจัยบวกมาจากการลดดอกเบี้ยของประเทศหลัก การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการขยายการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงยังคงเป็นภาวะเศรษฐกิจโลก ความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม มาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า และกำลังซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่”
ส่งออกทรงตัวท่ามกลางความเสี่ยงโลก
สำหรับเป้าหมายการผลิตเพื่อส่งออก ตั้งเป้าไว้ที่ 950,000 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับเป้าหมายในปีที่ผ่านมา เนื่องจากยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทย
รวมถึงการรุกตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ราคาถูกจากจีนที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดในต่างประเทศ ซึ่งไทยต้องติดตามความนิยมของรถยนต์ที่ผลิตจากไทยในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด
คาดยอดผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 1 แสนคัน
ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า นายสุรพงษ์ คาดการณ์ว่ายอดผลิตจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ระดับ 100,000 คัน โดยปีนี้ผู้ผลิตบางรายอาจต้องปรับขึ้นราคารถยนต์ EV เนื่องจากมาตรการอุดหนุน EV 3.0 สิ้นสุดลง ประกอบกับราคาแร่ลิเทียมที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงการ EV 3.5 ผู้ผลิตรายใหม่ต้องใช้เวลาเตรียมการวางสายการผลิตประมาณ 2 ปี ดังนั้น กำลังการผลิตในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2570
สำหรับกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supply Chain) คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากเป้าหมายการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะที่มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90% ซึ่งหากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นการซื้อรถกระบะ จะช่วยให้กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นจากปีก่อนที่อาจมีการลดวันทำงานลง
รวมปีนี้อุตสาหกรรมยานยนต์จำเป็นต้องพึ่งพาการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิดวงจรการจ้างงาน และกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นผ่านตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวมในที่สุด
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





