background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม 2569

Login
Login

ส.อ.ท. หวังรัฐบาลใหม่ฟื้นเศรษฐกิจ ดันยอดผลิตรถปี 69 ทะลุ 1.5 ล้านคัน ฝ่า GDP โตต่ำ

ส.อ.ท. หวังรัฐบาลใหม่ฟื้นเศรษฐกิจ ดันยอดผลิตรถปี 69 ทะลุ 1.5 ล้านคัน ฝ่า GDP โตต่ำ

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เดือนธ.ค.2568 ประเทศไทยผลิตรถยนต์ได้ 113,855 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 8.56% แม้จะลดลงจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากการเร่งปรับแผนการผลิตตามตลาดส่งออก โดยจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในปี 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,455,569 คัน ลดลงจากเดือนปี 2567 ที่ 0.91% แต่มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 1,450,000 คัน โดยมากกว่า 5,569 คัน หรือมากกว่า 0.38%

ปัจจัยสำคัญมาจากการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายใต้มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ โดยเฉพาะรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) ที่ผลิตได้ถึง 10,714 คัน เพิ่มขึ้นถึง 794.32% จากปีก่อน ขณะที่ รถกระบะไฟฟ้า เริ่มมีการผลิตเชิงพาณิชย์จำนวน 234 คัน

ภาคส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

ในเดือนธ.ค.2568 การผลิตเพื่อส่งออกอยู่ที่ 86,194 คัน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 75.71% ของการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 28.26% โดยเฉพาะการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มเห็นภาพชัดเจน ส่งออก รถยนต์นั่งไฟฟ้า 6,360 คัน และรถกระบะไฟฟ้า 76 คัน ซึ่งปีก่อนยังไม่มีการส่งออก

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการผลิตเพื่อส่งออกตลอดปี 2568 อยู่ที่ 956,230 คัน ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย 5.24% แต่ยังสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากการนำการผลิต EV ไปนับเป็นการผลิตชดเชยในอัตรา 1.5 เท่า

ยอดขายในประเทศฟื้นชั่วคราวจาก EV

ด้านยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ เดือนธันวาคม 2568 มียอดขาย 75,121 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 47.17% และเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 39.07% ถือเป็นเดือนแรกในรอบ 33 เดือน ที่ยอดขายทะลุระดับ 75,000 คัน สอดคล้องกับยอดจองในงานมหกรรมยานยนต์ และเป็นเดือนสุดท้ายของโครงการ EV 3.0

ขณะที่รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) มียอดขาย 19,748 คัน เพิ่มขึ้นถึง 273.38% สะท้อนความต้องการรถไฟฟ้าที่เร่งตัว ขณะที่รถกระบะยังคงขายได้ในระดับต่ำ เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

"ตลอดปี 2568 รถยนต์มียอดขายรวม 621,166 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.47% โดยยอดขาย BEV สะสมอยู่ที่ 120,301 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 80%"

ปี 2569 "ส.อ.ท." ตั้งเป้าผลิต 1.5 ล้านคัน

สำหรับปี 2569 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์คาดการณ์ว่า การผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,500,000 คัน เติบโต 3.05% แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออกประมาณ 950,000 คัน และเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายปีก่อนที่ตั้งไว้ 500,000 คัน หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 4% จากยอดผลิตจริง แม้ว่าหลายสำนักจะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) จะเติบโตเพียง 1.2-2.2% ก็ตาม

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนยอดผลิตเพื่อขายในประเทศ มาจากการเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเร็ว ซึ่งจะทำให้เกิดการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ตามวาระตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เม็ดเงินเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ระบบผ่านการลงทุน และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นการพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีความหวังจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อรถยนต์ และสินค้าอื่นๆ มากขึ้น

ทั้งนี้ ส.อ.ท. ยังมองเห็นสัญญาณบวกจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งหากมีการลงทุนจริงเพียง 50-70% ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวได้เป็นอย่างดี

"ปัจจัยบวกมาจากการลดดอกเบี้ยของประเทศหลัก การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการขยายการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงยังคงเป็นภาวะเศรษฐกิจโลก ความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม มาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า และกำลังซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่"

ส่งออกทรงตัวท่ามกลางความเสี่ยงโลก

สำหรับเป้าหมายการผลิตเพื่อส่งออก ตั้งเป้าไว้ที่ 950,000 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับเป้าหมายในปีที่ผ่านมา เนื่องจากยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทย รวมถึงการรุกตลาดของ EV ราคาถูกจากจีนที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดในต่างประเทศ ซึ่งไทยต้องติดตามความนิยมของรถยนต์ที่ผลิตจากไทยในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด

ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า นายสุรพงษ์ คาดการณ์ว่ายอดผลิตจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ระดับประมาณ 100,000 คัน โดยในปีนี้ผู้ผลิตบางรายอาจต้องปรับขึ้นราคารถยนต์ EV เนื่องจากมาตรการอุดหนุน EV 3.0 สิ้นสุดลง ประกอบกับราคาแร่ลิเทียมที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงการ EV 3.5 ผู้ผลิตรายใหม่ต้องใช้เวลาเตรียมการวางสายการผลิตประมาณ 2 ปี ดังนั้น กำลังการผลิตในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2570

สำหรับกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supply Chain) คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากเป้าหมายการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะที่มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90% ซึ่งหากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นการซื้อรถกระบะ จะช่วยให้กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นจากปีก่อนที่อาจมีการลดวันทำงานลง

รวมปีนี้อุตสาหกรรมยานยนต์จำเป็นต้องพึ่งพาการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิดวงจรการจ้างงาน และกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นผ่านตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวมในที่สุด โดยปี 2568 ถือเป็นปีที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประคองตัวได้ด้วย EV แม้ตลาดในประเทศยังเปราะบาง แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มเห็นผลชัดเจน และจะเป็นตัวแปรสำคัญของอุตสาหกรรมในระยะต่อไป 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์