นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เดือนธ.ค.2568 ประเทศไทยผลิตรถยนต์ได้ 113,855 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 8.56% แม้จะลดลงจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากการเร่งปรับแผนการผลิตตามตลาดส่งออก โดยจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในปี 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,455,569 คัน ลดลงจากเดือนปี 2567 ที่ 0.91% แต่มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 1,450,000 คัน โดยมากกว่า 5,569 คัน หรือมากกว่า 0.38%
ปัจจัยสำคัญมาจากการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายใต้มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ โดยเฉพาะรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) ที่ผลิตได้ถึง 10,714 คัน เพิ่มขึ้นถึง 794.32% จากปีก่อน ขณะที่ รถกระบะไฟฟ้า เริ่มมีการผลิตเชิงพาณิชย์จำนวน 234 คัน
ภาคส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
ในเดือนธ.ค.2568 การผลิตเพื่อส่งออกอยู่ที่ 86,194 คัน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 75.71% ของการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 28.26% โดยเฉพาะการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มเห็นภาพชัดเจน ส่งออก รถยนต์นั่งไฟฟ้า 6,360 คัน และรถกระบะไฟฟ้า 76 คัน ซึ่งปีก่อนยังไม่มีการส่งออก
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการผลิตเพื่อส่งออกตลอดปี 2568 อยู่ที่ 956,230 คัน ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย 5.24% แต่ยังสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากการนำการผลิต EV ไปนับเป็นการผลิตชดเชยในอัตรา 1.5 เท่า
ยอดขายในประเทศฟื้นชั่วคราวจาก EV
ด้านยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ เดือนธันวาคม 2568 มียอดขาย 75,121 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 47.17% และเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 39.07% ถือเป็นเดือนแรกในรอบ 33 เดือน ที่ยอดขายทะลุระดับ 75,000 คัน สอดคล้องกับยอดจองในงานมหกรรมยานยนต์ และเป็นเดือนสุดท้ายของโครงการ EV 3.0
ขณะที่รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) มียอดขาย 19,748 คัน เพิ่มขึ้นถึง 273.38% สะท้อนความต้องการรถไฟฟ้าที่เร่งตัว ขณะที่รถกระบะยังคงขายได้ในระดับต่ำ เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
"ตลอดปี 2568 รถยนต์มียอดขายรวม 621,166 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.47% โดยยอดขาย BEV สะสมอยู่ที่ 120,301 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 80%"
ปี 2569 "ส.อ.ท." ตั้งเป้าผลิต 1.5 ล้านคัน
สำหรับปี 2569 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์คาดการณ์ว่า การผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,500,000 คัน เติบโต 3.05% แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออกประมาณ 950,000 คัน และเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายปีก่อนที่ตั้งไว้ 500,000 คัน หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 4% จากยอดผลิตจริง แม้ว่าหลายสำนักจะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) จะเติบโตเพียง 1.2-2.2% ก็ตาม
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนยอดผลิตเพื่อขายในประเทศ มาจากการเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเร็ว ซึ่งจะทำให้เกิดการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ตามวาระตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เม็ดเงินเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ระบบผ่านการลงทุน และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นการพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล
นอกจากนี้ ยังมีความหวังจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อรถยนต์ และสินค้าอื่นๆ มากขึ้น
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ยังมองเห็นสัญญาณบวกจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งหากมีการลงทุนจริงเพียง 50-70% ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวได้เป็นอย่างดี
"ปัจจัยบวกมาจากการลดดอกเบี้ยของประเทศหลัก การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการขยายการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงยังคงเป็นภาวะเศรษฐกิจโลก ความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม มาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า และกำลังซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่"
ส่งออกทรงตัวท่ามกลางความเสี่ยงโลก
สำหรับเป้าหมายการผลิตเพื่อส่งออก ตั้งเป้าไว้ที่ 950,000 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับเป้าหมายในปีที่ผ่านมา เนื่องจากยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทย รวมถึงการรุกตลาดของ EV ราคาถูกจากจีนที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดในต่างประเทศ ซึ่งไทยต้องติดตามความนิยมของรถยนต์ที่ผลิตจากไทยในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด
ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า นายสุรพงษ์ คาดการณ์ว่ายอดผลิตจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ระดับประมาณ 100,000 คัน โดยในปีนี้ผู้ผลิตบางรายอาจต้องปรับขึ้นราคารถยนต์ EV เนื่องจากมาตรการอุดหนุน EV 3.0 สิ้นสุดลง ประกอบกับราคาแร่ลิเทียมที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงการ EV 3.5 ผู้ผลิตรายใหม่ต้องใช้เวลาเตรียมการวางสายการผลิตประมาณ 2 ปี ดังนั้น กำลังการผลิตในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2570
สำหรับกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supply Chain) คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากเป้าหมายการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะที่มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90% ซึ่งหากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นการซื้อรถกระบะ จะช่วยให้กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นจากปีก่อนที่อาจมีการลดวันทำงานลง
รวมปีนี้อุตสาหกรรมยานยนต์จำเป็นต้องพึ่งพาการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิดวงจรการจ้างงาน และกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นผ่านตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวมในที่สุด โดยปี 2568 ถือเป็นปีที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประคองตัวได้ด้วย EV แม้ตลาดในประเทศยังเปราะบาง แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มเห็นผลชัดเจน และจะเป็นตัวแปรสำคัญของอุตสาหกรรมในระยะต่อไป
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





