background-default

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม 2569

Login
Login

‘ไทย’ชูธงเศรษฐกิจยืดหยุ่นสู้วิกฤติ เวที IMF-World Bank สู้โลกแตกขั้ว

‘ไทย’ชูธงเศรษฐกิจยืดหยุ่นสู้วิกฤติ เวที IMF-World Bank สู้โลกแตกขั้ว

ไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ในวันที่ 12-18 ต.ค.2569 หลังจากไทยเคยเป็นเจ้าภาพมาแล้วครั้งล่าสุดเมื่อปี 2534 ซึ่งเป็นการประชุมระดับโลกที่จะมีรัฐมนตรีคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลาง จาก 191 ประเทศเข้าร่วม

วันที่ 27 ม.ค.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีแถลงข่าวเปิดตัวแลนด์มาร์ก และการประกาศความพร้อมในการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings)

แสดงความพร้อมเตรียมต้อนรับผู้นำการเงินจาก 191 ประเทศ ชูแนวคิด “Thailand’s New Horizons” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย” มุ่งสร้างเศรษฐกิจที่ใส่ใจคน และทนทานต่อความเสี่ยง พร้อมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางเวทีการเงินโลก โดยมี นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมกล่าวเปิดงาน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า การที่ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ถือเป็นวาระสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ หลังจากที่ไทยเคยเป็นเจ้าภาพเมื่อ 35 ปีก่อนในปี 2534 การกลับมาครั้งนี้เปรียบเสมือนการจัดงานมหกรรมระดับโลกทางเศรษฐกิจ

“การประชุม IMF-World Bank Annual Meetings นี้ เปรียบได้กับโอลิมปิกของภาคการคลัง และการเงิน ประเทศไทยเราไม่เคยมีโอกาสได้จัดโอลิมปิกด้านกีฬา แต่ไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะจัดโอลิมปิกด้านการคลัง และการเงินของโลกได้” นายเอกนิติ กล่าว

“เอกนิติ” ดันไทยฮับเศรษฐกิจโลก

สำหรับแนวคิดหลักที่ไทยกำหนดในฐานะประเทศเจ้าภาพของการประชุมคือ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของไทยในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

“ผมแปลง่ายๆ ว่า ประเทศไทยในขอบฟ้าใหม่ ใส่พลังไปที่คน ทนทานต่อความเสี่ยง ในบริบทโลกยุคใหม่ที่มีความปั่นป่วน และแตกขั้ว (Polarized World) ไทยจะแสดงบทบาทเป็นตัวกลางที่สามารถรวมขั้ว และสร้างความร่วมมือได้รวมถึงมองการเติบโตที่มากกว่าแค่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่เป็นการเติบโตจากภายในที่เข้มแข็ง"

นอกจากนี้ ยังยึดถือแนวทางตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน เพราะคนคือ รากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาสร้างภูมิคุ้มกัน ให้ประเทศพร้อมรับมือความเสี่ยงระดับโลก ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้นำธีมงานไปเสนอที่ประชุม World Economic Forum (Davos) ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘Road to Bangkok’ ซึ่งได้รับความสนใจมาก และงานนี้จะเป็นเวทีให้ไทยได้แสดงวิสัยทัศน์ และศักยภาพต่อผู้นำการเงิน รัฐมนตรีคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลางจาก 191 ประเทศ รวมผู้เข้าร่วมกว่า 15,000-20,000 คน

รวมทั้งประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น ในระยะสั้นจะช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและบริการ ส่วนในระยะยาวจะเป็นโอกาสดึงดูดนักลงทุนให้เห็นความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานไทย

นายเอกนิติ กล่าวย้ำว่า การจัดงานในครั้งนี้ไม่ใช่ภารกิจของรัฐบาลหรือแบงก์ชาติเพียงลำพัง แต่เป็นงานของคนไทยทุกคน รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมเป็นเจ้าภาพ 

ทั้งนี้ได้เริ่มหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อให้เอกชนมีบทบาทในการนำเสนอนวัตกรรม และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้มาเยือน และเปิดพื้นที่รับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อให้การประชุมครั้งนี้สะท้อนเสียงของทุกภาคส่วน

‘ไทย’ชูธงเศรษฐกิจยืดหยุ่นสู้วิกฤติ เวที IMF-World Bank สู้โลกแตกขั้ว

ธปท. ชูธง “การเงินดิจิทัลปลอดภัย”

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ธปท.เตรียมผลักดันแนวคิด “Safe and Inclusive Digital Finance for Financial Wellbeing” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบการเงินปลอดภัย มั่นคง และเข้าถึงได้ หรือควบคู่ไปกับการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค

ทั้งนี้ การดำเนินงานประกอบไปด้วยสามเสาหลักได้แก่ การเดินหน้าลดทุจริตภัยดิจิทัล การเสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ และการพัฒนาความพร้อมระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทางการเงินของประชาชนทุกกลุ่ม

รวมทั้งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาภัยทุจริตทางดิจิทัลเป็นปัญหาที่สร้างความวิตกไปทั่วโลก เนื่องจากกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าราว 1.03 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และกว่า 2 ใน 3 เป็นความเสียหายที่เกิดในเอเชีย

นอกจากนี้ถึงแม้ว่าประเด็นปัญหานี้จะเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ แต่กลับพบว่าระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ งานวิเคราะห์วิจัย และแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพในการจัดการปัญหานี้ยังมีไม่มากนัก 

ดังนั้น ประเทศไทยจึงร่วมหารือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก เพื่อใช้ประสบการณ์ และบทเรียนเชิงนโยบายที่มีอยู่เพื่อเดินหน้าลดภัยทุจริตทางดิจิทัล ปกป้องผู้บริโภค และรักษาความเชื่อมั่นในระบบการเงินของไทย

ในขณะที่การประชุมดังกล่าวจะมีบทบาทในการนำเสนอความรู้ให้ประเทศสมาชิกสามารถพัฒนาระบบ การเงินดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และทั่วถึง 

นอกจากนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกระดมความคิด และมุมมองเชิงนโยบายร่วมกันเพื่อสร้างพิมพ์เขียวในการจัดการกับปัญหาเพื่อที่จะนำไปสู่การแก้ไข ประกอบกับใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของไทยเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลก

กทม.พร้อมหนุนการจัดประชุม

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ภาคภูมิใจที่กรุงเทพมหานคร ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก และย้ำถึงความพร้อมของเมือง ศักยภาพของระบบคมนาคม โครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และระบบสาธารณสุข และที่สำคัญคือ ‘พลังของผู้คน’ และวัฒนธรรมการต้อนรับที่อบอุ่นของคนไทยที่จะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

“โควทคำพูดหนึ่งจากการประชุมที่ดาวอส ถ้าคุณไม่อยู่ที่โต๊ะประชุมก็จะอยู่บนเมนูแทน ก็เชื่อว่าผลของการเป็นเจ้าภาพจะมีคนจากทั่วโลกมาประชุมเป็นโอกาสดีมากๆ ที่กรุงเทพฯ จะเปล่งประกายศักยภาพของเรา"

นายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพฯ ต้องการเป็นมากกว่าแค่เมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลก แต่ต้องการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) การคลังและเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นศูนย์รวมของคนเก่ง (Talent) จากทั่วโลก ซึ่งงานนี้จะเป็นเวทีพิสูจน์ความพร้อม

‘ไทย’ชูธงเศรษฐกิจยืดหยุ่นสู้วิกฤติ เวที IMF-World Bank สู้โลกแตกขั้ว

“คลัง” ชี้มีการประชุมย่อยนับพันรายการ

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังรายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนหน้านี้ว่าการประชุมที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจะประกอบด้วยการประชุมอย่างเป็นทางการในระดับรัฐมนตรี และผู้ว่าการธนาคารกลาง และระดับอื่นกว่า 1,000 รายการ อาทิ

1.การประชุมเต็มคณะของผู้ว่าการธนาคารโลก และ IMF

2.การประชุมคณะกรรมการพัฒนาของธนาคารโลก

3.การประชุมคณะกรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMFC)

4.การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลาง G20 และ G24

5.การประชุมระดับพหุภาคี และทวิภาคีต่างๆ

ทั้งนี้ การเตรียมการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีธนาคารโลก และ IMF ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบไปเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2567

กระทรวงการคลัง ประเมินว่าการเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวจะเป็นการแสดงศักยภาพ และความพร้อมของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งจะสร้างโอกาสผลักดันนโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยสู่ประชาคมโลก

นอกจากนี้กระทรวงการคลังได้เสนอ ครม.เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2566 ถึงกรอบงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567-2570 และครอบคลุมกรอบวงเงินงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวม 2,338 ล้านบาท

‘ไทย’ชูธงเศรษฐกิจยืดหยุ่นสู้วิกฤติ เวที IMF-World Bank สู้โลกแตกขั้ว

2 องค์กร ภารกิจเกื้อหนุนกัน

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวแทนจาก 44 ประเทศทั่วโลก ร่วมประชุมที่เมือง Bretton Woods สหรัฐโดยตั้ง IMF และธนาคารโลก (International Bank for Reconstruction and Development: IBRD) ซึ่งมีภารกิจต่างกันแต่เกื้อหนุนกัน

IMF มีบทบาทสำคัญในการบริหารความเปราะบางทางการคลัง การเฝ้าระวังความเสี่ยงทางการเงิน และการสนับสนุนประเทศสมาชิกในการปรับตัวต่อความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

World Bank จะมุ่งเน้นการให้เงินกู้เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำประปา ถนน และโรงพยาบาล

ประเทศสมาชิกจะนำเงินสำรองมาสมทบเป็น “quota” ซึ่งใช้เป็นฐานสำหรับการกู้ยืมและกำหนดสิทธิออกเสียง ภารกิจหลักช่วยประเทศที่ประสบวิกฤติทางการเงิน เช่น ค่าเงินผันผวนหรือขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

ประเทศไทยเป็นสมาชิกในปี 1949 โดยช่วง “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ปี 2540 เมื่อค่าเงินบาทถูกโจมตี และต้องลอยตัว ไทยต้องรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF วงเงิน 17,000 ล้านดอลลาร์ ภายใต้โครงการ Stand-By Arrangement เพื่อรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจ และฟื้นความเชื่อมั่นทางการเงินระหว่างประเทศ

หลังวิกฤติปี 2540 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกรวมถึงไทยได้เรียนรู้ และสร้างกลไกป้องกันความเสี่ยงของตนเองขึ้นมา นั่นคือ ความตกลงริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative Multilateralization: CMIM) ซึ่งเป็นกองทุนเงินสำรองร่วมมูลค่ากว่า 2.4 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อรับมือวิกฤติโดยไม่ต้องพึ่งพา IMF เพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ยังมี AMRO (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office) ซึ่งเป็นหน่วยเฝ้าระวังเศรษฐกิจของภูมิภาค ทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยง เศรษฐกิจมหภาค และให้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจใช้กลไก CMIM กลไกทั้งสองสะท้อนการที่ภูมิภาคอาเซียน+3 พยายามสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินของตนเองให้เข้มแข็งขึ้น

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์