วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

'อนุทิน' นำทีม 'เอกนิติ - ศุภจี' แถลงความสำเร็จประชุมดาวอส ปักธงไทยบนเวทีโลก ดึงลงทุน 5 แสนล้าน

'อนุทิน' นำทีม 'เอกนิติ - ศุภจี' แถลงความสำเร็จประชุมดาวอส ปักธงไทยบนเวทีโลก ดึงลงทุน 5 แสนล้าน

วันนี้ (27 ม.ค. 69) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันแถลงข่าวสรุปผลการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19 - 23 มกราคม 2569

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้มอบหมายนายเอกนิติ นำทีมไปร่วมประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยทีมที่นำไป ประกอบด้วย นางศุภจี และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งที่ประชุม WEF เป็นเวทีระดับโลกที่มีชื่อเสียงมานานมาก และใช้เป็นเวทีพบปะพูดคุยหารือกันของผู้นำประเทศต่างๆ ไม่ใช่แค่ผู้นำในการบริหารประเทศหรือหัวหน้ารัฐบาลเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำในภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคธุรกิจ ภาคประกันสังคม ที่พร้อมจะใช้เวทีนี้ เสนอหรือกำหนดทิศทางในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศผ่านเครือข่ายผู้นำจากภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และภาคการเมือง

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ปีนี้ ที่ประชุม WEF ได้จัดขึ้นมาเป็นธีม Ace spirits of dialogue หรือจิตวิญญาณแห่งการเจรจาซึ่งการประชุมสำเร็จไปได้ด้วยดี แม้การประชุมจะประชุมในช่วงความตึงเครียดระหว่างประเทศในโลกใบนี้ ไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างประเทศที่ไม่ได้แน่นแฟ้นเหมือนเมื่อก่อน ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง

ชี้ไทยต้องเตรียมรับความไม่แน่นอนโลก

ดังนั้น ตนคิดว่าประเทศไทย มีความจำเป็นที่ต้องไปพบปะ และติดตามอัพเดทสถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งการเตรียมการปรับตัวรับมือกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นของโลกใบนี้ โดยตนมั่นใจว่าประชาชนที่ติดตามข่าวสารและทราบว่าในปีนี้มีเหตุการณ์สำคัญมากมายทางภูมิรัฐศาสตร์ และความขัดแย้งในหลายประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า จึงอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วม และรับทราบว่าบทบาทของไทยในโลกที่แตกออกเป็น 2-3 ขั้ว เป็นอย่างไร ประเทศไทยจะไปยืนที่ตรงไหน จุดไหนคือจุดที่เข้มแข็งของประเทศไทย ที่เราจะทำให้ทุกประเทศบนโลกนี้ ยังคงให้ความสนใจประเทศไทย ทั้งในเชิงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจหรือห่วงโซ่อุปทานของประเทศเขา และผู้ประกอบการหลายคนกังวลว่าสถานการณ์แบบนี้จะกระทบต่อค่าเงินบาทจะเป็นอย่างไร ดึงดูดนักลงทุนกลับเข้ามาในประเทศมากขึ้นหรือไม่ และจะมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้ามากแค่ไหน รวมถึงตลาดจะขยายตัวได้หรือไม่หรือจะมีการหดตัวลง

'อนุทิน' นำทีม 'เอกนิติ - ศุภจี' แถลงความสำเร็จประชุมดาวอส ปักธงไทยบนเวทีโลก ดึงลงทุน 5 แสนล้าน

“ผมเชื่อมั่นเสมอว่า ประเทศไทยเราสามารถแสวงหาโอกาสท่ามกลางวิกฤตได้ตลอดมา เวลาประเทศต่างๆ มีความขัดแย้งกัน ประเทศไทยเราไม่ใช่คู่ขัดแย้ง เราก็จะมีโอกาสพลิกสถานการณ์ให้กับเรา สร้างโอกาสให้กับประเทศของเรา คือโจทย์ที่รัฐบาลของเราต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสให้ได้มากที่สุด เพื่อความมั่นคง และความแข็งแกร่งของประเทศไทย“ นายกรัฐมนตรี กล่าว

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เพื่อให้พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านผู้ประกอบการต่างๆ ที่อาจจะได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อยเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของโลก ได้รับทราบการดำเนินของรัฐบาลในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีที่มีส่วนรับผิดชอบจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งจากการที่ไปร่วมประชุม WEF ทั้งสามท่านได้พบกับผู้นำทุกภาคส่วน และได้มีแนวทาง และหนทางรับทราบปัญหา เตรียมการแก้ไขปัญหา ให้กับประเทศไทยได้เกิดประโยชน์สูงสุด

ขอประชาชนมั่นใจเศรษฐกิจช่วงเปลี่ยนผ่าน

นายกรัฐมนตรี กล่าวในช่วงท้ายว่า ในฐานะรัฐบาลตนก็ยังให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่า ถึงแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ แต่ในความเป็นรัฐบาลเราก็ไม่ได้ละเลยหรือหยุดการทำงาน ในขณะที่เรายังมีโอกาสที่จะไขว่คว้าอยู่ตลอดเวลา และสิ่งที่เราทำวันนี้ขอให้เชื่อมั่นได้ว่า เราก็จะเตรียมข้อมูลไว้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลคนไหนเข้ามา เราก็จะเตรียมข้อมูลเหล่านี้ไว้ให้รัฐบาลชุดต่อไปได้พิจารณา หากเขาเห็นว่าเป็นประโยชน์จะได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปดำเนินการต่อไป ในการทำต่อเนื่องไม่ต้องเสียเวลาที่จะเริ่มนับ 1 ใหม่

นายกรัฐมนตรี ยังเน้นว่า ประเทศของเรายังคงเป็นประเทศที่ยืนอยู่บนเวทีของโลกได้อย่างสง่างาม ทีมไทยแลนด์ของเราที่ได้รับนโยบายอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่า จะต้องสร้างความเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และด้านการต่างประเทศ เรามียุทธศาสตร์ที่พร้อมจะรับมือ และสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยได้อย่างดีที่สุด โดยการไปประชุมของรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน คงปักหมุดประเทศไทยให้อยู่ในสถานการณ์ในโลกที่เป็นปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงถูกมองจากนานาชาติว่าเป็นประเทศที่สำคัญ เป็นประเทศที่ดีให้กับพวกเขาในการสร้างความมั่นคง ที่ไม่ได้รวมเรื่องทางการทหารเท่านั้น แต่จะใช้ความมั่นคงในเรื่องที่เรามีความเข้มแข็งแข็งแกร่งในประเด็นด้านการเกษตรที่เราจะสามารถเสนอในด้านอาหารให้กับโลกและนานาชาติ ได้เห็นว่าหากมีสถานการณ์ใดๆ ที่เกิดวิกฤต ประเทศไทยเราพร้อมจะเป็นประเทศที่ผลิตฟู้ด ซัพพลายเชนให้กับประเทศเหล่านั้น

ในด้านเทคโนโลยี และอุตสาหกรรม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แน่นอนว่าจะต้องทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนจากนานาชาติ โดยในเดือนตุลาคมนี้เราจะได้แสดงศักยภาพถึงการที่เรายังเป็นประเทศที่เชื่อมั่นไว้วางใจจากนานาชาติทั่วโลก คือการจัดการประชุมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-WBG Annual Meetings) ซึ่งจะช่วยเสริมสถานะ และโอกาสทางเศรษฐกิจอีกมากมาย และการประชุมที่สำคัญมากๆ ของโลกใบนี้ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และดำเนินการได้ในทุกระดับ เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าประเทศไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นเชื่อถือจากนานาชาติ

สุดท้ายนี้ ตนได้แจ้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ได้รับทราบว่า ขอให้กำชับ และให้การสนับสนุนหน่วยงานราชการ ข้าราชการ และบุคลากร ที่มีความเกี่ยวข้อง รัฐวิสาหกิจ และองค์กรที่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานภาครัฐ ให้คงปฎิบัติหน้าที่ไว้อย่างเต็มความสามารถ ในการประคับประคองสถานการณ์ และดำเนินการตามภารกิจ ที่ยังค้างไว้ให้ได้มากที่สุดจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่มาดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป

นายกรัฐมนตรี ยังขอให้ประชาชนมั่นใจว่าทีมไทยแลนด์ของเรายังมีความแข็งแกร่ง และพร้อมจะปฎิบัติภารกิจที่จะสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศของเราทุกนาที และดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ ก็ถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมที่ดี และขอให้ประชาชนไปดำเนินการสิ่งที่ได้วางแผนไว้ทั้งการลงทุน การวางแผนครอบครัว วางแผนชีวิตต่างๆ ซึ่งยืนยันว่าจะไม่มีการคุกคามใดๆ จากภายนอกประเทศ ที่จะทำให้ประเทศไทยเกิดความอันตราย โดยเฉพาะการเป็นความอันตรายต่อวิถีชีวิตหรือความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ก็มีการติดต่อกับหน่วยงานความมั่นคงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าไม่ว่าจะมีความขัดแย้งกับประเทศใดๆ ทั้งใกล้และไกล ประเทศไทยยังคงยืนหยัดให้มีความเป็นปึกแผ่น และความมั่นคงต่อการใช้ชีวิตของประชาชนได้อย่างปกติ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวว่า ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้นำทีมไทยแลนด์ เข้าร่วมเวที WEF ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีหัวใจสำคัญคือการเป็นเวทีแห่งการพูดคุยของผู้นำเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการลงทุนของโลก โดยเรื่องแรกประเทศไทยได้แสดงบทบาทอยู่ในเรดาร์ของเวทีโลกอย่างชัดเจน ภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และโลกแตกขั้ว

'อนุทิน' นำทีม 'เอกนิติ - ศุภจี' แถลงความสำเร็จประชุมดาวอส ปักธงไทยบนเวทีโลก ดึงลงทุน 5 แสนล้าน

"อาเซียนโดยเฉพาะเมืองไทยที่เป็นศูนย์กลางในอาเซียน เราได้แสดงบทบาทว่าความเป็นกลางของเราเป็นที่ที่ทุกคนพยายามบริหารความเสี่ยงจากโลกแตกขั้วแล้วมาลงทุนค้าขายกับพวกเรามากขึ้น เห้นได้จากตัวเลขคำขอลงทุนในปีที่แล้วอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 60% โดยนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมหลากหลาย เช่น เกษตรสมัยใหม่ แปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า Smart Electronics และ Data Center” " นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า จากรายงานของสหประชาชาติที่ออกมาเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ระบุว่าประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 6 ของโลกที่ดึงดูดการลงทุนของ Data Center โดยอันดับ 1 คือฝรั่งเศส อันดับ 2 อเมริกา อันดับ 3 เกาหลี อันดับ 4 บราซิล อันดับ 5 สเปน อันดับ 6 ไทย อันดับ 7 อินเดีย อันดับ 8 อิตาลี อันดับ 9 มาเลเซีย และอันดับ 10 นอร์เวย์

ชี้สร้างเครือข่ายไทยรับประชุม World Bank - IMF

ต่อมาในเรื่องที่สองคือการสร้างเครือข่ายผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ ในการเดินทางครั้งนี้ ได้มีโอกาสพบกับประธานธนาคารโลก กรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF เลขาธิการ OECD และผู้นำของหน่วยงานและรัฐบาลหลายประเทศ โดยไทยได้นำข้อมูลเรื่องการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไปหารือพบกับเลขาธิการ OECD และได้รับการยืนยันว่าจะพยายามขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นสมาชิก OECD ภายใน 5 ปี

ขณะเดียวกันประเทศไทยยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะมีผู้นำประเทศด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยประเทศไทยไม่ได้เป็นเจ้าภาพงานนี้มา 35 ปีแล้ว

ส่วนเรื่องที่สามคือการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ นายเอกนิติระบุว่า ได้พบกับผู้บริหารของบริษัทชั้นนำประมาณ 30 บริษัทที่สนใจมาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในเรื่องดิจิทัลและ AI ซึ่งทุกบริษัทยืนยันที่จะลงทุนและจะลงทุนเพิ่มในประเทศไทย รวมมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท ทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่

“รัฐบาลไม่ได้ขอให้นักลงทุนมาลงทุนเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ต้องการให้มาเพิ่มศักยภาพของคนไทยด้วย โดยขอให้มาส่งเสริมการเพิ่มทักษะคนไทยและส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำในโลกยุคใหม่ ผ่านโครงการ Skill Bridge ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักลงทุนทุกรายที่พร้อมมาร่วมงาน โดยเฉพาะการสร้างวิศวกรด้าน Data เพื่อให้คนไทยมีงานทำและมีรายได้ที่สูงขึ้นในยุคเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และ Data” นายเอกนิติ กล่าว

อย่างไรก็ตามจากการเข้าร่วม WEF ครั้งนี้นักลงทุนพร้อมมาลงทุนมากกว่านี้ถ้าประเทศไทยมีพลังงานสะอาดเพียงพอ ซึ่งเป็นนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้หารือในคณะรัฐมนตรีว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม เพื่อเป็นจุดดึงดูดให้ประเทศไทยน่าสนใจยิ่งขึ้น

รองนายกฯ กล่าวว่า ความสำเร็จทั้ง 3 เรื่องที่เกิดขึ้น นั่นคือสามารถสร้างเวทีทีมไทยแลน์ในเวที WEF และเศรษฐกิจโลก การสร้างเครือข่ายผู้นำองค์กรระหว่างประเทศและการเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดงานธนาคารโลก (World Bank)และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในเดือนตุลาคมนี้ และการโชว์ศักยภาพการลงทุนของไทยในเรื่องเกษตรสมัยใหม่ ดิจิทัล Data และ Wellness ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทย พร้อมทั้งขอให้นักลงทุนมาร่วมพัฒนาทักษะให้กับคนไทยในเรื่อง AI ดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียวด้วย

"ศุภจี"ชี้การค้าโลกถูกบีบเลือกข้าง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าการประชุมดาวอสปีนี้ทำให้เห็นว่าปัจจุบันบริบทของการค้าโลกได้เปลี่ยนผ่านจากยุคพหุอำนาจ (Multipolar World) เข้าสู่สภาวะ การแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว (Extreme Polarization) ซึ่งไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอีกต่อไป แต่เป็นสถานการณ์ที่ประเทศต่างๆ ถูกบีบให้ต้องเลือกข้างในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน

โดยในปัจจุบันเรื่องของการค้าได้ถูกผนวกรวมเข้ากับเรื่องความมั่นคงอย่างแยกไม่ออก หลายประเทศเริ่มใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีที่ตนมีเป็นเครื่องมือต่อรองและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก สำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลาง เราเลือกที่จะหาทางรอดโดยการ แสวงหาตลาดใหม่ รูปแบบการค้าใหม่ และความร่วมมือใหม่ๆ เพื่อลดความเปราะบางจากระบบโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง

'อนุทิน' นำทีม 'เอกนิติ - ศุภจี' แถลงความสำเร็จประชุมดาวอส ปักธงไทยบนเวทีโลก ดึงลงทุน 5 แสนล้าน

แนะ 4 ข้อไทยวางบทบาทบนเวทีโลก 

ทั้งนี้ในบริบทการค้าโลกใหม่ กระทรวงพาณิชย์ ได้วางกรอบการดำเนินงานเชิงรุกไว้ในประเด็นหลักได้แก่

1. การวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย (Positioning as an Ally to All) โดยไทยต้องเป็นมิตรกับทุกขั้วอำนาจ ซึ่งจากการหารือในเวทีระดับโลก เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ประธานสหภาพยุโรป (EU) ได้แสดงทัศนะว่าอาเซียนคือโอกาสสำคัญ โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่ประเทศไทยสามารถที่จะเป็นพันธมิตรที่แข็งแรงของ EU  โดยได้มีการหารือกับประธาน EU ในการเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้บรรลุผลโดยเร็วภายในปีนี้

2. ประเทศไทยต้องเดินหน้าสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ให้กับคู่ค้า โดยปัจจุบัน “Trust” ได้กลายเป็นสกุลเงินที่มีค่าที่สุด ซึ่งไทยต้องสร้างสิ่งนี้ให้คู่ค้าเห็นเพื่อเปลี่ยนจากคู่ค้าธรรมดาให้กลายเป็นพันธมิตรที่แท้จริง โดยจุดยืนในเรื่องนี้เป็นไปตามบริบทการมุ่งเน้นผลประโยชน์ร่วมมากกว่าการเลือกข้าง (Mutual Benefit over Side-Taking) โดยต้องมองถึงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เพียงประโยชน์ส่วนตัวของประเทศใดประเทศหนึ่ง

3.ประเทศไทยต้องมุ่งสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าในเชิงลึก และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Deep Integration in Supply Chain) โดยการค้ายุคใหม่ต้องลงรายละเอียดและทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อให้รู้ว่าสินค้าของเราจะไปอยู่ในส่วนใดของห่วงโซ่อุปทานของคู่ค้า โดยไทยต้องวางตัวเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ขาดหายไปเพื่อเติมเต็มความต้องการของคู่ค้า และร่วมมือกันไปเจาะตลาดที่สามหรือสี่ต่อไป โดยแต่ละประเทศที่ไทยไปเจรจาจะมีการวางแผนที่แตกต่างกันตามประโยชน์ร่วมที่มีต่อกันซึ่งเป็นกลยุทธ์สำหรับการค้าและการส่งออกในอนาคต

และ 4.ยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยประเทศไทยต้องใช้ประโยชน์ผ่านกรอบเศรษฐกิจดิจิทัล Digital Economy Framework Agreement (DEFA) โดยในประเด็นนี้ตนเองได้มีการเข้าร่วมประชุมในเวทีการประชุม "Recoding Trade" โดยกระทรวงพาณิชย์ไทยได้ชูบทบาทการเป็นประธานการเจรจากรอบเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนของอาเซียน ซึ่งหากทำสำเร็จ อาเซียนจะเป็นภูมิภาคแรกในโลกที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลเข้าด้วยกัน โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 นี้

  • เร่ง FTA ไทย - EU,ไทย-แคนาดา

นอกจากนี้ นางศุภจีได้กล่าวถึงความคืบหน้าของการเจรจา FTA กับแคนาดา โดยตั้งเป้าจะบรรลุข้อตกลงให้ได้ภายในปีนี้ รวมถึงการเร่งรัดกระบวนการสัตยาบันของ FTA ต่างๆ ที่ได้ลงนามไปก่อนหน้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติว่านโยบายของไทยมีความต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยเป้าหมายคือการทำให้ข้อตกลงต่างๆ มีผลบังคับใช้เพื่อเริ่มใช้สิทธิประโยชน์ได้จริงในวันที่ 1 มกราคม 2570

ส่วนในเรื่องของความคืบหน้าของตัว FTA ที่ลงนามแล้วกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเทศ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์, นอร์เวย์, ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ อันนี้ต้องขออนุญาตเรียนว่าไม่ได้เป็นคนเซ็นนะคะเซ็นกันมาก่อนแล้วเดี๋ยว จะหาว่าเราไปเคลมผลงานแต่ว่าเซ็นแล้วเนี่ยมันยังใช้ยังใช้งานไม่ได้มันจะต้องมีการทำในเรื่องของข้อตกลงในรายละเอียดแล้ว ก็นำเข้าสัตยาบันให้กับทางรัฐสภาอนุมัติ ก่อนเราถึงจะใช้งานได้ซึ่งเราก็ต้องกลับไปให้ความมั่นใจนะคะ ว่าเรายังคงดำเนิน เรื่องนี้อยู่เพราะว่าสิ่งเดียวที่ทาง ต่างประเทศ และผู้ประกอบการจะมีความเป็นกังวลก็คือความไม่ต่อเนื่องในการทำงานเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเราก็กลับไปบอกว่าไม่ต้องกังวลเรายังทำงานอยู่

นอกจากนี้ในการเข้าร่วมการประชุมดาวอสได้มีการหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization) หรือ WIPO เพื่อนำระบบทรัพย์สินทางปัญญามาสนับสนุน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถปกป้องไอเดียและสิทธิบัตรของตนเองเพื่อนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มศักยภาพ

"บทสรุปของการค้าโลกวันนี้คือการที่ไทยต้องหาอัตลักษณ์ของตัวเองให้เจอ แล้วใช้ ความไว้วางใจ เป็นเครื่องมือที่เข้มแข็งที่สุดในการเปลี่ยนคู่ค้าให้เป็นพันธมิตรทางการค้า เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันในอนาคต" นางศุภจีกล่าว