วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

'ส.อ.ท.' ถกพรรคประชาชน ปฏิรูปโครงสร้าง สร้างอุตสาหกรรมใหม่ปราบคอร์รัปชัน

'ส.อ.ท.' ถกพรรคประชาชน ปฏิรูปโครงสร้าง สร้างอุตสาหกรรมใหม่ปราบคอร์รัปชัน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน พร้อม ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ด้านคุณภาพชีวิต พรรคประชาชน ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเศรษฐกิจ นายเซีย จำปาทอง ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเศรษฐกิจ นายศุภโชติ ไชยสัจ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเศรษฐกิจ

ดร.พูนศักดิ์ จันทร์จำปี ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านคุณภาพชีวิต นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฏิรูปรัฐ นายวรภพ วิริยะโรจน์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฏิรูปรัฐ นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฏิรูปรัฐ และนางสาวเพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฏิรูปรัฐ เพื่อประชุมหารือ และแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ณ ส.อ.ท. 

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลัง และมาตรการที่เข้มข้น และจริงจังในการฟื้นตัว สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศอีกครั้ง

ในโอกาสนี้ นายเกรียงไกร ได้นำเสนอความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาสินค้าทุ่มตลาด และการสวมสิทธิส่งออก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน ปัญหาหนี้ครัวเรือน และหนี้ภาคธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ตลอดจนธุรกิจสีเทา และอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การติดกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา เสถียรภาพการเมือง ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย งบประมาณที่ไม่สมดุล คอร์รัปชัน และกฎหมายที่ล้าสมัย

'ส.อ.ท.' ถกพรรคประชาชน ปฏิรูปโครงสร้าง สร้างอุตสาหกรรมใหม่ปราบคอร์รัปชัน

ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568-2569 ว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% (ลดลงจาก 2.1% ในปี 2568) ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น แม้การส่งออกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ 

ดังนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 8 ด้านสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมาย และกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคนและผลิตภาพแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ และพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้มอบหนังสือ Reinvent Thailand ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐนำไปปรับใช้เป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมุ่งหวังให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการพัฒนา 6 Sectors ตั้งต้น ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

  • Smart Electronics ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลาง–ปลายทางของบริษัทรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ฐานการออกแบบ และนวัตกรรม 
  • Automotive ฐานการผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจร และเข้มแข็ง พร้อมต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะ
  • Retail & Trading ตลาดค้าปลีก และค้าส่งขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายระดับรายได้ และกระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่
  • Medical & Wellness อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานการบริการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตยา และเวชภัณฑ์
  • Agri & Food Processing อุตสาหกรรมที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบการเกษตร และห่วงโซ่อุปทานครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมยกระดับสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง
  • Tourism ภาคการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และอาหาร และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

ทั้ง 6 Sectors นี้ จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเติบโตของ SMEs รวมถึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวถึงแนวคิด และนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมของพรรคประชาชนว่า พรรคฯ ยึดมั่นในหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ และการมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือเป็นแกนหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายทุกด้าน

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง และความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ พรรคประชาชนจึงมีความพร้อมในการ “สร้างประเทศ สร้างอุตสาหกรรมใหม่” ควบคู่ไปกับการอุดรูรั่วของระบบเศรษฐกิจ คืนความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มแต้มต่อในการแข่งขัน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย

สำหรับภารกิจในช่วง 100 วันแรก พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งอุดรูรั่วของเงินทุนที่ไหลออกนอกระบบ และปัญหาทุนสีเทา การปราบปรามสินค้าเถื่อนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ โครงการคนละครึ่ง หวยใบเสร็จ SMEs วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Made in Thailand (MiT)” สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟื้นฟูเมืองน้ำท่วม วงเงิน 10,000 ล้านบาท

โดยรัฐร่วมจ่ายครึ่งหนึ่ง และประชาชนร่วมจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งอนุมัติ และอัดฉีดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อบ้านหลังแรก วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย และช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ และวัสดุก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ สินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และสินเชื่อ Transformation วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับภาคการผลิต และการบริการให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัล และ AI

'ส.อ.ท.' ถกพรรคประชาชน ปฏิรูปโครงสร้าง สร้างอุตสาหกรรมใหม่ปราบคอร์รัปชัน

โดยสามารถต่อยอดกับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทันที เช่น โครงการ “aFTi ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Go Digital & AI” ตลอดจนการเปิดประตูสู่การลงทุนยุคใหม่ ผ่านนโยบายเสรีพลังงานสะอาด ปลดล็อกเงื่อนไข Direct PPA เพื่อให้ทุกภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้ ไม่จำกัดเฉพาะบางประเภทกิจการ 

ในระยะ 1 ปีแรก พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนนโยบายภายใต้หลักการ OPERATION 18 เพื่อปรับปรุงกฎหมาย และกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน โดยใช้หลักการยกเลิกกฎระเบียบที่มีต้นทุนการบังคับใช้สูงกว่าประโยชน์สาธารณะ พร้อมเปิดให้กลไกเอกชน และผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้เป้ากฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยคล่องตัวและแข่งขันได้จริง พร้อมพัฒนาระบบการขออนุญาตแบบระบบเดียว ให้ยื่นแล้วรู้ผล ลดดุลพินิจ ลดส่วย เพื่อลดภาระของประชาชน และภาคธุรกิจ 

สำหรับภาค SMEs เกษตรกร และแรงงาน จะมีมาตรการคูปอง SMEs คืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด 50,000 บาทต่อราย คูปองเกษตรทันโลก เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ การพักดิน และบำรุงดิน รวมถึงคูปอง Reskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน และจับคู่การจ้างงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ORANGE Mega Project ที่สร้างงาน สร้างตลาด และยกระดับบริการสาธารณะในหัวเมืองสำคัญ เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 15 หัวเมือง โครงการน้ำประปาสะอาด วงเงิน 5,000 ล้านบาท การจัดการขยะ และเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อเชื่อมต่อการค้าไปยังอินเดีย วงเงิน 10,000 ล้านบาท

สำหรับระยะ 4 ปี ภายใต้ภารกิจของ “รัฐบาลประชาชน” นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า การจัดซื้อจัดจ้าง และการลงทุนภาครัฐจะต้องดำเนินไปอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปัญหาของประเทศให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยแบ่งบทบาทออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่

1.  ส่วนราชการ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี AI

2.  ส่วนท้องถิ่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เช่น รถเมล์ไฟฟ้า ระบบน้ำประปาดื่มได้ การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ

3.  ส่วนรัฐวิสาหกิจ ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ Smart Grid และรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจ และโลจิสติกส์ของประเทศ

'ส.อ.ท.' ถกพรรคประชาชน ปฏิรูปโครงสร้าง สร้างอุตสาหกรรมใหม่ปราบคอร์รัปชัน

ทั้งนี้ รัฐบาลประชาชนจะใช้ทุกแหล่งเงินเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ การร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ทั้งในระดับส่วนกลาง และท้องถิ่น รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว

“พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรม และภาคเอกชน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นกลไกปฏิบัติที่ชัดเจน และยืนยันว่ารัฐบาลประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนง และความพร้อมที่จะลงมือทำทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือ การทำให้ประเทศไทยกลับมาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่เข้มแข็ง และยั่งยืน” นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริม

ขณะที่นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า ส.อ.ท. อยากเห็นประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ประชาชนสามารถอยู่รอด และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาอาจยังมีอุปสรรค และการดำเนินงานที่ขาดความเป็นระบบ ส.อ.ท. ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่มารับฟังข้อเสนอแนะในวันนี้ ซึ่งนโยบายหลายประการของพรรคฯ สอดคล้องกับแนวทางที่ ส.อ.ท. กำลังขับเคลื่อนอยู่ และหวังว่าข้อเสนอที่สะท้อนกลับไปจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณา พัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ และสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้ในอนาคต

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์