ทีมไทยแลนด์ที่ประกอบไปด้วยทั้งภาครัฐและเอกชนได้ยกทัพไปปักธงไทยที่ดาวอสและปักหมุดประเทศไทยในแผนที่การค้าการลงทุนโลก ในช่วงระหว่างวันที่ 19-23 ม.ค. ที่ผ่านมา ผู้เขียนติดตามผลการประชุมจากวงต่างๆ ของ World Economic Forum (WEF) 2026
พบว่าภาพของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจาก และให้สงสัยว่าไทยเราได้ขึ้นขบวนรถไฟสาย FDI ใหม่นี้แล้วหรือยัง ได้ปรับตัวเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมและบริการเทคโนโลยีขั้นสูงแล้วหรือยัง
วงสนทนาต่างๆ ใน WEF 2026 ได้พูดถึงสูตรใหม่ของนโยบายอุตสาหกรรม ที่ประสิทธิภาพสูงสุดและต้นทุนที่ต่ำสุด ไม่ใช่สูตรสำเร็จในการดีงดูดการลงทุนอีกต่อไป ในภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจที่ขมึงเกลียวของโลกวันนี้ ความยืดหยุ่นสำคัญกว่าต้นทุนที่ต่ำ ประเทศที่จะได้ FDI สูงสุดไม่ใช่ประเทศที่ถูกที่สุดหรือให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด แต่เป็นประเทศที่มิทิศทางที่ชัดเจนและมีเสถียรภาพ นักลงทุนต้องการความมั่นใจว่าซัพพลายเชนและโลจิสติกส์จะไม่หยุดชะงักหากเกิดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังพบว่าจุดหมายปลายทางของ FDI มีลักษณะ friend-shoring คือการลงทุนจะไปสู่ประเทศที่มีแนวทางด้านการเมืองระหว่างประเทศที่คล้ายกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงเช่น เซมิคอนดัคเตอร์ หรือการวิจัยและพัฒนาด้าน AI
ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ถูกพูดถึงอย่างมากในการประชุมที่ดาวอส การลงทุนขนาดใหญ่ต่างๆ จากนี้ไปจะเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีด้านดิจิทัลและ AI ทั้งสิ้น และการที่ประเทศจะสามารถดึงดูดการลงทุนเหล่านี้ได้ จะต้องมีความพร้อมอย่างน้อย 3 ด้าน คือ 1) ด้านความมั่นคงและเสถียรภาพของไฟฟ้า เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและ AI นั้น ต้องการพลังงานไฟฟ้ามหาศาล และต้องมีความเสถียรสูงมาก 2) ด้านพลังงานสะอาด ซึ่งบทสรุปที่ได้จากดาวอสครั้งนี้คือ พลังงานสะอาดกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ไม่ใช่เป็นพลังงานทางเลือกอีกต่อไป และ 3) ด้านอธิปไตยของข้อมูล
นักลงทุนจะมองหาประเทศที่มีกฎหมายด้านข้อมูลที่โปร่งใสแต่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม ประเทศที่สามารถสร้างสมดุลระหว่าง “การไหลเวียนข้อมูลข้ามพรมแดน” และ “ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล” จะได้เปรียบ
การลงทุนในวันนี้ไม่เพียงนำไปสู่การส่งออกสินค้า แต่นำไปสู่การนำเข้าและส่งออกบริการโดยเฉพาะบริการด้านดิจิทัล โลจิสติกส์มีความหมายกว้างกว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง แต่ยังหมายถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ด้านข้อมูล และด้านพลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานสีเขียวด้วย และโลจิสติกส์ถูกมองว่าเป็นปัจจัยนำสำคัญในการดึงดูดการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนอีกต่อไป
ในสูตรใหม่ของนโยบายอุตสาหกรรมนั้น รัฐจะปรับบทบาทจากการเป็นผู้คุ้มกฎ (regulator) เป็นผู้ร่วมขับเคลื่อน (active partner) โดยในการร่วมขับเคลื่อน จะประกอบไปด้วยการสร้างระบบนิเวศน์ที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างความคล่องตัวซึ่งหมายรวมถึงการมีกฎระเบียบที่ชัดเจน การปฏิบัติที่ตรงไปตรงมาและฉับไวพอ ซึ่งวิธีที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดวิธีหนึ่ง คือการพัฒนารัฐดิจิทัล ให้กระบวนงานทั้งหมดเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ อันจะนำไปสู่ความโปร่งใส ชัดเจน และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ทั้งนี้ในฐานะผู้ร่วมขับเคลื่อน รัฐต้องมีความยืดหยุ่นพร้อมปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ ไปกับบริบททั้งของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและภูมิรัฐศาสตร์โลกด้วย การใช้พื้นที่ทดลองกฎหมาย หรือ regulatory sandbox จะช่วยให้รัฐสามารถก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว เช่น Agentic AI หรือ Quantum Computing
ประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการดึงดูด FDI จากนี้ไป คือทรัพยากรมนุษย์ การมีจำนวนแรงงานมาก ไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกต่อไป แต่จะต้องแช่งกันด้วยทักษะ โดยเฉพาะทักษะการปรับตัว หรือ adaptive skills และประเทศที่ลงทุนในระบบการศึกษาที่เน้น STEM และ AI Literacy อย่างจริงจัง คือประเทศที่มีหลักประกันให้กับนักลงทุนว่าจะมีแรงงานรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ได้อย่างยั่งยืน
เมื่อกลับมาย้อนมองดูประเทศไทย ผู้เขียนก็เห็นว่า เรากำลังเดินไปถูกทางอยู่บ้าง อย่างน้อยที่สุด ก็เห็นความตั้งใจในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Thailand Fast Pass การ upskill และ reskill แรงงาน Regulatory Guillotine แต่ที่เห็นว่ายังต้องผลักดันกันต่อไป คือด้านพลังงาน ซึ่งคงต้องเร่งดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับการเข้าถึงโครงข่าย และการเข้าถึงพลังงานสะอาด สุดท้ายสิ่งที่ต้องขอฝากไว้ คือความเข้าใจที่ว่า ภาครัฐเป็นผู้ร่วมข้บเคลื่อนที่สำคัญที่สุดในการสร้างระบบนิเวศน์ ซึ่งประกอบไปด้วยหลายเรื่อง หลายกระทรวง หลายนโยบาย ที่ต้องทำงานสอดประสานกันเป็นทีมเศรษฐกิจ ทีมไทยแลนด์





