background-default

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม 2569

Login
Login

พาณิชย์ เตือน ไทยเจอศึกต้นทุน–มาตรการเข้ม  KKP ชี้เศรษฐกิจไทยยังเลียแผล

พาณิชย์ เตือน ไทยเจอศึกต้นทุน–มาตรการเข้ม  KKP ชี้เศรษฐกิจไทยยังเลียแผล

“อารดา” ชี้ ศึกต้นทุน–กติกาใหม่ ทำไทยถูกบีบจากตลาดโลก “พิพัฒน์ KKP” ชี้ เศรษฐกิจโลกยังพอไปได้ แต่ไทยยัง ‘เลียแผล’ เสี่ยงโตต่ำต่อเนื่อง เตือน 3 ความเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทย ด้าน หอการค้า–ส.อ.ท. จี้เร่งรื้อโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน ลดคอร์รัปชัน สร้างอุตสาหกรรมใหม่ พลิกวิกฤตเป็นแต้มต่อ

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานเสวนา “Mission to Win for The Game Changer : ภารกิจพิชิตชัย แก้เกมไว คว้าแต้มต่อการค้าโลก  ในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การค้าไทยในวันที่โลกเปลี่ยนเกม พลิกวิกฤตเป็นแต้มต่อ คว้าชัยในสมรภูมิการค้าโลก”  ว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังมีการเติบโต แต่เป็นการขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก สะท้อนถึงขีดความสามารถในการแข่งขันที่เริ่มถดถอย ท่ามกลางภาวะอุปสงค์โลกเติบโตช้า ขณะที่กำลังการผลิตจากประเทศผู้ผลิตหลักมีปริมาณล้นตลาด

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การแข่งขันในตลาดโลกเปลี่ยนจากการแข่งด้านคุณภาพสินค้า ไปสู่สงครามด้านราคาและประสิทธิภาพการผลิต โดยผู้ประกอบการที่มีต้นทุนต่ำและเทคโนโลยีการผลิตที่สูงกว่าจะได้เปรียบ ขณะที่ไทยแม้ยังเป็นประเทศผู้ผลิตที่มีศักยภาพ แต่กำลังถูกบีบจากโครงสร้างตลาดโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศมีความเข้มงวดและบังคับใช้รวดเร็วมากขึ้น มาตรการสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยโดยตรง ได้แก่ CBAM ของสหภาพยุโรปที่ผลักดันให้ต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีสีเขียว, EUDR ที่กำหนดให้สินค้าเกษตรต้องปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า และ UFLPA ของสหรัฐฯ ที่เข้มงวดเรื่องแรงงานบังคับและการตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทาน

“ความท้าทายยิ่งทวีความรุนแรงจากการที่ประเทศมหาอำนาจเร่งอุดหนุนอุตสาหกรรมของตนเอง โดยเฉพาะจีนที่ใช้งบอุดหนุนสูงถึง 4.4% ของ GDP ในปี 2025 ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า GDP ทั้งประเทศของไทย ส่งผลให้ไทยตกอยู่ในภาวะถูกขนาบทั้งจากการแข่งขันกับสินค้าต้นทุนต่ำและมาตรการตอบโต้ทางการค้าที่เข้มงวด ขณะที่บทบาทของไทยในเวทีโลกเริ่มเปลี่ยนจากฐานการผลิตที่ปลอดภัย ไปเป็นคู่แข่งในหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น” นางอารดา กล่าว

 

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังถือว่า “พอไปได้” โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของโลก แม้หลายฝ่ายเคยกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่าสหรัฐยังเติบโตแข็งแกร่ง เศรษฐกิจขยายตัวราว 2–3% สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ประมาณ 2% ปัจจัยสำคัญมาจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI การเพิ่มผลิตภาพ รวมถึงนโยบายการคลังจากการลดภาษีทั้งภาคธุรกิจและประชาชน

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงยังคงอยู่ ทั้งความยั่งยืนของการลงทุน AI ภาระหนี้สาธารณะสหรัฐที่อยู่ในระดับสูง ต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และสัญญาณตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัว รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคาดเดาได้ยาก

ด้านเศรษฐกิจประเทศหลักอื่น ๆ ยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมกับจีน ขณะที่ญี่ปุ่นยังพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ค่าเงินเยนอ่อนค่ามาก ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ส่วนจีนยังเผชิญปัญหาโครงสร้าง โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว แต่เร่งขยายการผลิตภาคอุตสาหกรรมและส่งออก ส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคากับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก คาดว่าเศรษฐกิจจีนปีนี้จะเติบโตเพียงราว 4–5% และมีแนวโน้มโตช้าลงในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย แม้การส่งออกล่าสุดขยายตัว โดยบางเดือนเติบโตระดับสองหลัก และทั้งปีขยายตัวได้ราว 2.9% สินค้าที่ได้แรงหนุนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์เครือข่าย และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม หากตัดสินค้าที่ได้อานิสงส์เฉพาะออก ภาพรวมการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า  ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากปีก่อน โดยปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจขยายตัวราว 2% ขณะที่ปีนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินเพียง 1.5% ส่วนมุมมองตลาดอยู่ที่ราว 1.6–1.8% ต่ำกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ และนับเป็นปีที่ 4–5 ติดต่อกันที่ไทยเติบโตช้ากว่าโลกและช้ากว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายเท่า

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยมี 3 ด้าน ได้แก่

 1. การท่องเที่ยว ซึ่งยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

 2. ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหลักอย่างยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ที่กำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ ขณะที่การลงทุนใหม่ยังชะลอ

 3. ภาคการเงิน ที่ยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้การบริโภคสินค้าคงทน เช่น รถยนต์และที่อยู่อาศัย ฟื้นตัวได้จำกัด

นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กำลังซื้อและตลาดภายในประเทศขยายตัวช้าลง หากไม่เร่งเพิ่มการลงทุน ยกระดับผลิตภาพแรงงาน และพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเติบโตต่ำต่อเนื่อง

“ แม้เศรษฐกิจโลกยังพอประคองตัวได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วง “เลียแผล” โมเมนตัมครึ่งปีแรกอาจชะลอ ก่อนหวังฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ การเร่งลงทุน สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ถือเป็นโจทย์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป” นายพิพัฒน์ กล่าว

นายชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในระดับต่ำ โดยไม่สามารถขยายตัวแตะระดับ 5% ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียงราว 1.8 ล้านล้านบาท ขณะที่เวียดนามขยายตัวกว่า 5 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 2 เท่าของไทย และสิงคโปร์เติบโตมากกว่าไทยถึง 4 เท่า สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง

อย่างไรก็ดี ในปี 2568 สินค้าเกษตรและการส่งออกของไทยขยายตัวได้ดี ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเฉลี่ยราว 7% จากแรงหนุนภาคส่งออก โดยคาดว่าในปี 2569 การส่งออกมีโอกาสขยายตัวมากกว่า 5% หากไทยเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ดำเนินนโยบายอย่างโปร่งใส ลดอุปสรรคทางการค้า และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท ทั้งนี้ เชื่อว่าสินค้าเกษตรและอาหารของไทยสามารถสร้างมูลค่าส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

ด้านนายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า จีนสามารถผลิตสินค้าได้เกือบทุกประเภทและมีปริมาณล้นตลาดโลก ทำให้การแข่งขันด้านราคาทวีความรุนแรงขึ้น การแข่งขันกับจีนจึงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากสินค้ามีทั้งคุณภาพและราคาต่ำ ไทยจึงจำเป็นต้องเร่งค้นหาสินค้าที่จีนยังไม่ถนัด หรือยังไม่ผลิต พร้อมวิเคราะห์จุดแข็งของประเทศเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมให้ตรงจุด เพราะหากส่งเสริมผิดทางจะกลายเป็นการลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์

นายกิตติ กล่าวว่า  แม้การส่งออกไทยในปีที่ผ่านมาเติบโตสูง แต่ดัชนีการผลิตภายในประเทศกลับลดลง ขณะที่สินค้าส่งออกจำนวนหนึ่งเป็นสินค้าส่วนสิทธิ์จากจีน สะท้อนสัญญาณวิกฤตเชิงโครงสร้าง พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาคอร์รัปชัน และปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งเป็นต้นเหตุของต้นทุนธุรกิจที่สูงและประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าคู่แข่ง