background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม 2569

Login
Login

ฉากทัศน์เทคโนโลยีของ MSME ไทยในยุค Twin Transition | ASEAN Insight

ฉากทัศน์เทคโนโลยีของ MSME ไทยในยุค Twin Transition | ASEAN Insight

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเทคโนโลยีในอีก 10 ปีข้างหน้า คือแนวคิด “Twin Transition” หรือการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม MSMEs จึงจำเป็นต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่ “ฉลาด” หรือ Smart Strategy ขณะเดียวกันภาครัฐต้องเร่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้ออำนวย

ท่ามกลางกระแสความไม่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในระดับโลก การคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Foresight) กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) สามารถกำหนดทิศทางเพื่อความอยู่รอดและแสวงหาโอกาสใหม่ได้

ทั้งนี้ เศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียนจะเพิ่มสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2573 แต่การเติบโตนี้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่สูงขึ้น คาดว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเพิ่มขึ้น 34-147 % ภายในปี 2583 ซึ่งเป็นวิกฤติสำหรับภูมิภาคที่เปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศ

ดังนั้น หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเทคโนโลยีในอีก 10 ปีข้างหน้า คือแนวคิด “Twin Transition” หรือการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถนำไปสู่การบรรลุเป้า Net Zero โดยใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนสำคัญ เช่น อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ (Blockchain)

จากการวิเคราะห์บริบทไทยผ่านปัจจัยความไม่แน่นอนหลัก 2 ด้าน คือ ขีดความสามารถของธุรกิจในการนำเทคโนโลยี Twin Transition มาปรับใช้ และความมุ่งมั่นของภาครัฐต่อกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม สามารถสร้างภาพอนาคตด้านเทคโนโลยีออกมาเป็น 4 ฉากทัศน์หลัก ดังนี้

ฉากทัศน์ที่พึงประสงค์ที่สุดคือ “ประตูสู่อนาคตเปิดกว้าง” (Gateway to the Future) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจมีขีดความสามารถสูง และภาครัฐเอาจริงเอาจังกับนโยบายสีเขียว ในภาพอนาคตนี้ MSMEs จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านการจำลองกระบวนการดิจิทัล ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและข้อผิดพลาดในการทำงาน อีกทั้งยังมีโอกาสขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศที่มีกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวดได้ง่ายขึ้น

ในทางตรงกันข้าม หากภาครัฐผลักดันกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น แต่ MSMEs ขาดขีดความสามารถในการปรับตัว จะนำไปสู่ฉากทัศน์ “ยักษ์ใหญ่ครองเมือง” (Big Players Dominate) ในสภาวะนี้ ธุรกิจรายย่อยจะเผชิญกับต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่สูงมาก จนกลายเป็นภาระทางการเงิน ส่งผลให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรมากกว่าเป็นผู้ครอบครองตลาดส่วนใหญ่ และเกิดช่องว่างในการแข่งขันที่กว้างขึ้น

สำหรับฉากทัศน์ที่ขาดแรงสนับสนุนจากภาครัฐ ได้แก่ “สองเส้นทางสู่อนาคต” (Dual Paths to the Future) ซึ่ง MSMEs ต้องดิ้นรนสร้างความแตกต่างด้วยเทคโนโลยีของตนเองเพื่อเข้าสู่ตลาดโลก และฉากทัศน์ที่เปราะบางที่สุดคือ “การปรับตัวท่ามกลางพายุโลก” (Adaptive Resilience Amid Global Storms) ที่ทั้งธุรกิจและรัฐบาลขาดความพร้อม ในสภาวะนี้ MSMEs จำเป็นต้องสร้าง Niche Market หรือสร้างพันธมิตรกับบริษัทใหญ่เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกันจึงจะอยู่รอดได้

เพื่อให้ก้าวไปสู่ฉากทัศน์เชิงบวก MSMEs จำเป็นต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่ “ฉลาด” หรือ Smart Strategy เริ่มจากการเลือกความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Smart Specialization) เพื่อสร้างจุดเด่นที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก และการทำ Smart Operation โดยนำ AI และ IoT มาใช้ตรวจสอบการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยเพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคยุคใหม่

ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องเร่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้ออำนวย เช่น การจัดตั้งพื้นที่ทดลอง (Sandbox) เพื่อให้ MSMEs ได้ทดสอบนวัตกรรม Twin Transition ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ หลายประเทศจึงเริ่มใช้แนวทาง “Test Before You Invest” และสนับสนุนทางการเงินผ่าน Matching Fund หรือกองทุนร่วมทุน (Venture Capital) เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับรายย่อย

โดยสรุป การมองภาพอนาคตด้านเทคโนโลยีไม่ใช่เพียงการคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่คือการเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างแต้มต่อในวันที่โลกเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลสีเขียวอย่างเต็มตัว