‘สรรพสามิต’ เรียกตัวแทนเคลียร์ปมผลิตชดเชย EV 3.0 สะดุด หลังอะไหล่ขาดส่งผลโรงงานประกอบหยุดชะงัก พบยอดค้างผลิตกว่า 2.4 หมื่นคัน ขีดเส้นตายคู่สัญญา ‘บางชันฯ’ เร่งหาทางออก ก่อนยื่นฟ้องร้อง-ยึดทรัพย์ หากผิดเงื่อนไขต้องคืนเงินอุดหนุน
แหล่งข่าวระดับสูงจากวงการผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้า เปิดเผยถึงสถานการณ์ความน่ากังวลของค่ายรถยนต์ไฟฟ้า “เนต้า” (NETA) จากประเทศจีน ซึ่งเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าระยะแรก (EV 3.0) ว่าขณะนี้กำลังเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ หลังจากบริษัทแม่ในจีนประกาศล้มละลาย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน และการผลิตชดเชยในประเทศไทยตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับรัฐบาล
ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิต ได้เรียกตัวแทนจากค่ายรถยนต์เนต้า เข้าหารือเป็นการเร่งด่วน เพื่อชี้แจงสถานการณ์ และรับทราบแนวทางปฏิบัติภายใต้มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติ
แหล่งข่าวระบุว่า ปัจจุบันกรมสรรพสามิตยังไม่ได้ดำเนินการฟ้องร้องหรือเรียกค่าเสียหายทางกฎหมาย แต่เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนบริหารสัญญา โดยส่งหนังสือแจ้งเตือน และเชิญมาหารือเพื่อให้ทาง บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) และ บริษัท บางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญาประกอบรถยนต์ในไทย ตัดสินใจว่าจะแก้ไขปัญหาการผลิตชดเชยที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายอย่างไร
“การเรียกคุยครั้งนี้เพื่อให้เกิดความรอบคอบตามกระบวนการกฎหมาย เราต้องรอคำตอบจากเนต้าว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร เพราะมติบอร์ดอีวีเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ได้เปิดช่องผ่อนปรนให้ผู้เข้าร่วม EV 3.0 สามารถนำโรงงานคู่สัญญาในโครงการ EV 3.5 เข้ามานับรวมในการผลิตชดเชยได้ ซึ่งขณะนี้เนต้าเองก็ยังคงสถานะเข้าร่วมมาตรการ EV 3.5 อยู่” แหล่งข่าวกล่าว
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากกรมสรรพสามิตระบุว่า ภายใต้มาตรการ EV 3.0 เนต้าได้นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU) มาจำหน่ายในไทยสูงถึง 16,300 คัน และได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐไปแล้วกว่า 2,000 ล้านบาท โดยมีภาระต้องผลิตคืนชดเชย จำนวน 24,000 คัน แต่ปัจจุบันสามารถผลิตได้เพียง 4,700 คัน เท่านั้น
ซ้ำร้าย สายการผลิตที่โรงงานบางชันฯ จำเป็นต้องหยุดชะงัก เนื่องจากบริษัทแม่ที่จีนไม่สามารถส่งชิ้นส่วนอะไหล่ (CKD) เข้ามาประกอบได้ อันเป็นผลพวงจากปัญหาสภาพคล่อง และการล้มละลาย
ทั้งนี้ หากเนต้า และคู่สัญญาตัดสินใจยุติการผลิต หรือไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ บทลงโทษตามมาตรการ EV 3.0 จะรุนแรงมาก โดยผู้ประกอบการจะต้อง
- คืนเงินอุดหนุนที่ได้รับไปทั้งหมด
- คืนส่วนลดภาษีสรรพสามิต ที่ได้รับ จาก 8% เหลือ 2% หรือคืน 6% ให้แก่รัฐ
- จ่ายเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามกฎหมาย
เมื่อคำนวณรวมมูลค่าความเสียหายที่ต้องชดใช้ อาจสูงถึง 80-85% ของราคารถยนต์ เลยทีเดียว และหากทางบริษัทไม่มีเงินชำระคืน รัฐบาลจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย เริ่มตั้งแต่การยึดเงินวางประกัน 20 ล้านบาท ไปจนถึงการอายัดบัญชีธนาคาร และยึดทรัพย์สินเพื่อขายทอดตลาดต่อไป
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





