ปัจจุบันการลงทุนดาต้าเซนเตอร์มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในประเทศไทย ตามเทรนด์การเติบโตของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเก็บข้อมูลบนฐานคลาวด์ที่ต้องใช้ดาต้าเซนเตอร์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ให้ประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว และถูกต้อง
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า การเติบโตของ Cloud Computing, AI, IoT และแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำให้ดาต้าเซนเตอร์กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจ ไม่ต่างจากถนน ท่าเรือ หรือสนามบินในอดีต และเป็นปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมขั้นสูงอื่นๆ ตั้งแต่ฟินเทค อีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงระบบอัตโนมัติ และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ
ปัจจุบันประเทศไทยได้กลายเป็นฐานรองรับการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Amazon, Google และ Microsoft ที่เข้ามาตั้งฐานการดำเนินงานในไทยแล้ว นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นรายใหญ่อย่าง NTT Communications ประเทศญี่ปุ่น ที่กำลังขยายโครงการที่ 3 ในกรุงเทพฯ รวมถึงกลุ่มทุนจากจีน ที่เข้ามาลงทุนดาต้าเซนเตอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ไทยเป็นฐานในการกระจายความเสี่ยงจากสงครามการค้า (Trade War) และสงครามเทคโนโลยี (Tech War)
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่าที่ผ่านมามีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้าเซนเตอร์ในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 728,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในปี 2568 โครงการมีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนมูลค่ารวมอยู่ที่ 98,539 ล้านบาท กระจายตัวในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรม และโลจิสติกส์ เช่น ระยอง ชลบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ โดยมีทั้งนักลงทุนไทย และต่างชาติ รวมถึงโครงการระดับ Hyperscale จากยุโรป สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และสหรัฐ
-
ดาต้าเซนเตอร์โครงการใหม่ลงทุนต่อเนื่อง
รวมทั้งเมื่อเร็วๆ นี้การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้มีการประชุมนัดแรกของปี 2569 บีโอไอได้อนุมัติการลงทุนโครงการดาต้าเพิ่มเซนเตอร์อีก 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 96,000 ล้านบาท ประกอบด้วย
1.โครงการของบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซนเตอร์ 3 โครงการ มูลค่า 45,304 ล้านบาท ที่ชลบุรี และสมุทรปราการ รองรับ IT Load รวม 223 เมกะวัตต์
2.โครงการของบริษัท GSA Data Center 05 (ร่วมทุน Gulf–Singtel–AIS) 2 โครงการ มูลค่า 37,202 ล้านบาท ที่ระยอง และสมุทรปราการ รองรับ IT Load 120 เมกะวัตต์
3.บริษัท Stellar DC กลุ่ม STECON ร่วมกับ SC Zeus สิงคโปร์ มูลค่า 8,050 ล้านบาท ในกรุงเทพฯ รองรับ IT Load 25 เมกะวัตต์ บริษัท Ferreor Technology (Thailand) จากสิงคโปร์ มูลค่า 6,321 ล้านบาท ที่ระยอง และสมุทรปราการ
นอกจากนี้ในการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ของประเทศไทย หรือ ทีมไทยแลนด์ สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พบกับ DAMAC Group ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซนเตอร์ระดับโลก ซึ่งมีแผนการลงทุนในไทยรวมกว่า 130,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ผู้บริหารของบริษัทได้หารือเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคสำหรับดาต้าเซนเตอร์ โดยเฉพาะด้านโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับการขยายตัวของคลาวด์ และเทคโนโลยี AI ในประเทศไทย
-
ประสานเร่งแก้ปัญหาไฟฟ้ารับลงทุน
นายนฤตม์ กล่าวว่า ในปัจจุบันโจทย์ใหญ่ของกลุ่มดาต้าเซนเตอร์คือ ความต้องการ พลังงานสะอาด 100% ประเทศไทยจึงต้องเร่งแก้ปัญหาเพื่อตอบโจทย์นี้ โดยได้มีการเร่งรัดเปิดการรับซื้อไฟฟ้าสีเขียว (Direct PPA) ปริมาณ 2,000 เมกะวัตต์ สำหรับกลุ่มดาต้าเซนเตอร์โดยเฉพาะ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
รวมทั้ง ได้มีการเดินการรับซื้อไฟฟ้าในโครงการระบบไฟฟ้าสะอาดที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มา (Utility Green Tariff) หรือ UGT ที่จะเปิดรอบที่ 2 โดยจะมีการให้ใบรับรอง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนรายใหญ่ต้องการเพื่อบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอน
นอกจากนี้ ปัจจุบันการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ขนาดใหญ่ (Hyperscale Data Center) เกือบ 100% กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ ชลบุรี และระยอง (EEC) แต่ด้วยข้อจำกัดด้านที่ดินที่มีราคาสูง และเริ่มขาดแคลน BOI จึงมีแผนที่จะขยายพื้นที่การลงทุนไปสู่พื้นที่อื่น
ทั้งนี้ โดยกำลังร่วมกับกระทรวงพลังงานในการทำแผนที่ไฟฟ้า (Power Map) เพื่อระบุพื้นที่ ที่มีความพร้อม นอกพื้นที่ EEC (Non-EEC) ที่มีระบบส่งไฟฟ้าเพียงพอ และปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมหรือแผ่นดินไหว เพื่อเปิดพื้นที่การลงทุนใหม่
รวมทั้งต้องมี โครงสร้างพื้นฐานอื่นที่มีความพร้อมในการลงทุน ซึ่งในพื้นที่ใหม่ต้องอยู่ใกล้แนวสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) เพื่อประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูล
ส่วนการผลักดันการลงทุนในภาพรวมของประเทศเพื่อให้เอกชนสามารถดำเนินการลงทุนจริงหลังจากได้รับคำขอส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอแล้ว ปัจจุบันรัฐบาลได้จัดทำโครงการ Thailand Fast Pass เพื่อลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตลง 20-50% เพื่อให้โครงการระดับแสนล้านเริ่มดำเนินการได้เร็วขึ้น
รวมถึงได้เดินหน้าโครงการสร้างบุคลากรทักษะสูงในด้านดิจิทัล และ AI ให้ได้ 100,000 คน โดยใช้เงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่ออัปสกิล รีสกิลให้กับประชาชนมีความพร้อม และมีทักษะดิจิทัลเพิ่มขึ้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





