วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

WEFเปิด 8 มาตรการปลดล็อกภาคอุตสาหกรรม ลุยบทบาทนำเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งอาเซียน

WEFเปิด 8  มาตรการปลดล็อกภาคอุตสาหกรรม   ลุยบทบาทนำเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งอาเซียน

พลังงานคือแรงขับเคลื่อนทุกชีวิตและทุกสังคม ทุกเศรษฐกิจและทุกประเทศ ดังนั้นพลังงานจึงมีความสำคัญอย่างมาก สภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum : WEF

ได้เผยแพร่รายงาน “Industrial Transformation in ASEAN: A Cluster-Driven Model for Regional and Global Collaboration” สาระสำคัญเล่าถึงสถานการณ์ปัจจุบันด้านพลังงานของอาเซียน ไปจนถึงทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งอนาคต ซึ่งมีกติกาสำคัญด้านความมั่นคงพลังงานและการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจให้ได้ด้วย 

รายงานระบุว่ากลุ่มอุตสาหกรรมตัวเร่งปฏิกิริยาการเปลี่ยนผ่านพลังงานอาเซียน เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 47% ของการบริโภคพลังงานขั้นสุดท้ายทั้งหมดในอาเซียนโดยคาดว่าความต้องการพลังงานในภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้น 65% ภายในปี 2050 จากปี 2023 

ทั้งนี้ “ไฟฟ้า”กำลังขับเคลื่อนการเติบโตของพลังงานในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยมีสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากการผลิตที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่การผลิตไฟฟ้าที่ได้จากภาคอุตสาหกรรมเอง ระบบนี้ก่อให้เกิดความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งระหว่างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรมของอาเซียน

  อย่างไรก็ตามแม้อาเซียนจะมีความพร้อมด้านพลังงานทั้งปัจจุบันและแผนสำหรับอนาคต แต่ก็พบว่าความท้าทายต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของอาเซียนนั้นยังมีอยู่หลายประการ ได้แก่ นโยบายและกรอบการทำงานที่ไม่สอดคล้องกัน (เช่น อัตราค่าไฟฟ้า ค่าธรรมเนียมการส่งไฟฟ้า) ขัดขวางการลงทุนขนาดใหญ่ในภูมิภาค ในขณะที่การขาดมาตรฐานทางเทคนิคที่สอดคล้องกัน (เช่น รหัสโครงข่าย) ขัดขวางการพัฒนาโครงข่ายแบบร่วมมือ การไม่มีกลุ่มทำงานระหว่างกระทรวง บทบาทของกระทรวงที่ไม่ชัดเจน และการประสานงานระหว่างกระทรวงที่อ่อนแอ ทำให้บริษัทต่างๆ อยู่ในภาวะที่ไม่แน่นอนเกี่ยวกับการตัดสินใจในการดำเนินการ

       การอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลและช่องว่างด้านราคาคาร์บอน: การอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงแพร่หลายในหลายประเทศในอาเซียน ซึ่งเป็นการขัดขวางการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ขณะที่กลไกการกำหนดราคาคาร์บอนมีข้อจำกัดหรือไม่สอดคล้องกันแม้ว่าแต่ละประเทศจะกำหนดแนวทางของตนเอง แต่การขาดระบบทะเบียนคาร์บอนที่สามารถใช้งานร่วมกันได้และกฎเกณฑ์ตลาดร่วมยังมีข้อจำกัด

  ทุนมนุษย์และการเปลี่ยนผ่านของแรงงาน: เนื่องจากระบบการศึกษาล้าหลังความต้องการของอุตสาหกรรม มีหลักสูตรจำกัด ขาดแคลนอาจารย์ผู้สอน และการประสานงานระหว่างสถาบันการศึกษา อุตสาหกรรม และรัฐบาลที่อ่อนแอ การจัดสรรงบประมาณที่กระจัดกระจายจึงยิ่งทำให้ช่องว่างด้านทักษะพลังงานของภูมิภาคกว้างขึ้น ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนไปสู่เทคโนโลยีอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำมีความเสี่ยงที่จะทำให้แรงงานในภาคส่วนที่ใช้คาร์บอนเข้มข้นตกงาน

“การสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) เป็นเพียงครึ่งทางของการเดินทางเท่านั้น หากไม่มีนโยบายที่ชัดเจนและแรงจูงใจจากภาครัฐ สายการบินต่างๆ ก็ยังลังเลที่จะทำข้อตกลงซื้อขาย SAF ในระยะยาว สิ่งที่จะช่วยให้เกิดการขยายขนาดอย่างแท้จริงคือเป้าหมายการผสมเชื้อเพลิงที่มีผลผูกพัน การสนับสนุนด้านภาษีหรือเงินอุดหนุนเพื่อลดช่องว่างราคา และการยอมรับวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองภายใต้มาตรฐานสากล ด้วยนโยบายที่แข็งแกร่งเหล่านี้จะทำให้การขยายกำลังการผลิตและการนำไปใช้ของสายการบินจะสามารถดำเนินไปได้เร็วขึ้นมาก”  ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ รายงานกล่าวอ้างอิง 

อุปสรรค– ช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐาน: ภูมิภาคนี้จำเป็นต้องขยายระบบส่งไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านพลังงานสะอาด แต่ถูกจำกัดด้วยโครงข่ายไฟฟ้าที่เก่าแก่ การขยายตัวที่วางแผนไว้ไม่เพียงพอ ความไม่สอดคล้องกันระดับภูมิภาค

     การพึ่งพาแก๊ส(Gas lock): การพึ่งพาแก๊สของอาเซียนเกิดจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ซึ่งสร้างการพึ่งพาที่ฝังรากลึก และอาจจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการเปลี่ยนไปใช้ทางเลือกที่สะอาดกว่า

     ช่องว่างด้านการเงินและการลงทุน: อาเซียนจะต้องใช้เงิน 11.9 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2050 เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาคพลังงานอย่างสมบูรณ์ อุปสรรคสำคัญคือต้นทุนทางการเงินที่สูงของอาเซียน และตัวเลือกทางการเงินที่จำกัด

ข้อจำกัดด้านตลาดและกฎระเบียบ: โครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาคส่วนใหญ่ยังคงส่งผ่านกระแสไฟฟ้าสีเขียวและสีน้ำตาลผสมกัน ซึ่งทำให้จำกัดการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว ทำให้ต้องใช้เงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านมากขึ้น แม้ประเทศในอาเซียนหลายประเทศได้เปิดเสรีการผลิตไฟฟ้าเพื่อให้ภาคเอกชนสามารถเข้าร่วมได้ แต่การส่ง การจำหน่าย และการค้าปลีกไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ซึ่งจำกัดการลงทุนและการแข่งขันของภาคเอกชนในวงกว้าง

     ทั้งนี้รายงานได้ระบุถึงทิศทางด้านพลังงานของภูมิภาคไว้ว่า ภูมิภาคอาเซียนมี  ศูนย์กลางการผลิต นิคมอุตสาหกรรม และเขตท่าเรือ กลุ่มอุตสาหกรรม ที่กลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาเชิงระบบของอาเซียน เนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมฝังรากลึกอยู่ในทุกมิติของเศรษฐกิจ ตั้งแต่การผลิตและการบริโภคพลังงาน ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาแรงงาน นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน 

“กลุ่มอุตสาหกรรมเป็นที่ตั้งของโรงงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด และเป็นผู้มีส่วนสำคัญต่อ GDP และการจ้างงาน ตัวอย่างเช่น จังหวัดอุตสาหกรรม 5 จังหวัดของไทย ได้แก่ ราชบุรี ชลบุรี ระยอง สระบุรี และสมุทรปราการ มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยในเวลาเดียวกัน”

ดังนั้น รายงานจึงสรุป 8 มาตรการเพื่อทำให้ภาคอุตสาหกรรมทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของอาเซียน

1. ส่งเสริมแผนงานลดการปล่อยคาร์บอนของกลุ่มคลัสเตอร์เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายระดับชาติ 2. ปรับนโยบายและมาตรฐานทางเทคนิคให้สอดคล้องกันแบบข้ามพรมแดน ซึ่งจะช่วยให้อาเซียนสามารถเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ นอกจากนี้การนำระบบเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนมาใช้อย่างแพร่หลาย การปรับสมดุลแรงจูงใจด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการปฏิรูปตลาดเพื่อส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและแบตเตอรี่ ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นในการดึงดูดการลงทุน

3. พัฒนากรอบการกำหนดราคาและตลาดคาร์บอนทั่วทั้งอาเซียน: ตลาดคาร์บอนแบบสมัครใจที่กำลังเกิดขึ้นใหม่เปิดโอกาสให้อาเซียนกลายเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคาร์บอนระดับภูมิภาค จะเป็นแรงจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมนำเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำมาใช้ และช่วยให้เกิดการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน

4 ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำระดับคลัสเตอร์ด้วยแนวทางที่ชัดเจน เช่น เศรษฐกิจหมุนเวียน ระบบการตรวจสอบ การรายงาน และการตรวจสอบ (MRV) แบบดิจิทัล และอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 5. เร่งการขยายโครงข่ายไฟฟ้าและการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนของภาคธุรกิจ รวมถึงกลไกตลาด เช่น ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน

     6 การพัฒนาทุนมนุษย์และการส่งเสริมแรงงานให้ก้าวหน้า ด้วยการสร้างทักษะด้านพลังงานและความยั่งยืนสำหรับงานสีเขียว (green jobs) 7. ปลดล็อกศักยภาพทางการเงินที่ขยายขนาดได้ การระดมทุนจากภาครัฐและเอกชนผ่านพันธบัตรสีเขียว ซุกุกสีเขียว(green sukuk หรือ ตราสารหนี้อิสลาม)  และการเงินแบบผสมผสาน

8. ใช้เครื่องมือลดความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือการค้ำประกันเงินกู้ สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CfD) เครดิตภาษีนอกจากนี้ การแปลงสินทรัพย์ทางกายภาพเป็นโทเค็นและดิจิทัลสามารถสร้างรูปแบบอนุพันธ์ใหม่สำหรับการมีส่วนร่วมในตลาดสาธารณะได้

ความคืบหน้าแผนผลิตไฟฟ้าของไทยฉบับใหม่

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) อยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป และทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยขยายระยะเวลาของแผนจาก 20 ปี เป็น 25 ปี (2026–2050) และสอดรับเป้าหมาย Net Zero โดยปรับเป้าหมายจากปี 2065 เป็นปี 2050

      โดยคำนึงถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูล GDP เฉลี่ย 25 ปี  เกณฑ์ความมั่นคงต้องเหมาะสม โดยใช้ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ LOLE  พิจารณาปัจจัยรอบด้าน เช่น จำนวนประชากร ภูมิอากาศ และความต้องการใช้ไฟฟ้าจากกลุ่มใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Data Center

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาประเด็นสำคัญเพิ่มเติม ได้แก่ เป้าหมายของแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) พิจารณาสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ให้เพียงพอในการดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อน กฟผ. ทั่วประเทศ เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ผ่านโครงการโซลาร์ฟาร์ม พลังงานลม และโซลาร์เซลล์ชุมชน การพิจารณาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์โมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR) และโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)

WEFเปิด 8  มาตรการปลดล็อกภาคอุตสาหกรรม   ลุยบทบาทนำเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งอาเซียน