เทคโนโลยีกำลังก้าวเข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วไปมากขึ้น และอนาคตแห่งการเดินทางด้วยรถยนต์ไร้คนขับอาจไม่ใช่ภาพฝันในภาพยนต์วิทยาศาสตร์อีกต่อไปเมื่อมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้กำลังจะผสานกันเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ที่ใช้ได้จริง
ข้อมูลจาก Intel Market Research ระบุถึงตลาดรถยนต์เชื่อมต่อและขับเคลื่อนอัตโนมัติ (connected and autonomous vehicle technologies :CAV) ทั่วโลกมีมูลค่า 20.61 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 คาดการณ์ว่าจะเติบโตจาก 23.42 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 49.66 พันล้านดอลลาร์ในปี 2032 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 13.8% ในช่วงระยะเวลาคาดการณ์
สำหรับรถยนต์เชื่อมต่อและขับเคลื่อนอัตโนมัติ หรือ CAV คือการ ผสานรวมเทคโนโลยีการสื่อสาร การตรวจจับ และระบบอัตโนมัติขั้นสูง เพื่อให้สามารถโต้ตอบแบบเรียลไทม์กับยานพาหนะอื่น (V2V) โครงสร้างพื้นฐาน (V2I) และระบบคลาวด์ ยานพาหนะเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีต่างๆ เช่น LiDAR เรดาร์ ปัญญาประดิษฐ์(AI) และการเชื่อมต่อ 5G เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน ลดปัญหาการจราจรติดขัด และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง
ขอบเขตรถยนต์อัตโนมิติมี5ระดับ
CAV ยังครอบคลุมระดับการทำงานอัตโนมัติหลายระดับ ตั้งแต่ระดับ 2 (อัตโนมัติบางส่วน) ถึงระดับ 5 (อัตโนมัติเต็มรูปแบบ) พร้อมรองรับคุณสมบัติต่างๆ เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบปรับได้ ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ และระบบจอดรถอัตโนมัติ
“การเติบโตของตลาดได้รับแรงผลักดันจากความต้องการการขนส่งที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น โครงการริเริ่มของภาครัฐที่ส่งเสริมการคมนาคมอัจฉริยะ และการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาด้านการขับขี่อัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น ในปี 2024 Waymo ได้ขยายบริการรถแท็กซี่ไร้คนขับไปยังเมืองต่างๆ ในสหรัฐเพิ่มอีก 3 เมือง ในขณะที่ Tesla ได้เปิดตัวซอฟต์แวร์ Full Self-Driving (FSD) ทั่วโลก ผู้เล่นรายใหญ่ เช่น Bosch, Mercedes-Benz และ Alphabet (Waymo) ครองตลาด โดยมีส่วนแบ่งรายได้รวมกันมากกว่า 45% ณ ปี 2024”
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุถึง CAV ไว้ว่าเป็นยานยนต์สมัยใหม่ที่ใช้ระบบอัจฉริยะหลายแบบเข้าช่วยงาน ได้แก่ เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ (autonomous driving technology) ที่ใช้เซนเซอร์ประกอบกับระบบการคำนวณ เพื่อวางแผนและควบคุมให้ยานยนต์ตอบสนองกับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องใช้คนบังคับถัดไปคือ เทคโนโลยีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (driver assistance technology) ช่วยตรวจจับจุดอับสายตา ตรวจจับคนเดินถนน เตือนการออกนอกเลน เบรกฉุกเฉิน รู้จำป้ายจราจร เป็นต้น
เทคโนโลยีช่วยลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุ
กลุ่มสุดท้ายได้แก่ เทคโนโลยีสำหรับการเชื่อมต่อ (telematics) ที่ช่วยสื่อสารระหว่างรถเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ประกอบด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาย การสื่อสารระยะสั้นแบบเฉพาะ และการสื่อสารระหว่างยานพาหนะกับสิ่งอื่น ๆ (vehicle-to-everything: V2X)
ปัจจุบันเทคโนโลยี CAV มีบทบาทในตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (electric vehicle: EV) มากขึ้น แนวโน้มที่เห็นได้ชัดคือ ผู้ผลิตแข่งขันในการพัฒนาเทคโนโลยี CAV เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการขับขี่ เพราะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคมีความต้องการ อย่างในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากกว่า 22,000 คนต่อปี สูญเสียหลายแสนล้านบาท นอกจากเทคโนโลยี CAV จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ได้แล้ว ยังก่อให้เกิดการจ้างงานและดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ด้านการวิจัยและพัฒนา CAV กำลังจะมีการสร้างสนามทดสอบยานยนต์ CAV ระดับ 3 ที่EECi (Eastern Economic Corridor of Innovation) หรือเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยจะมีรถยนต์ที่ สวทช.ร่วมกับมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชนหลายแห่ง วิจัยและสร้าง EV ที่ใช้เทคโนโลยี CAV ขึ้น และยังมีบริษัทเอกชนรายใหญ่อีกหลายรายที่ลงทุนสร้างโรงงานแบตเตอรี่พลังงานสูงที่ EECi
คมนาคม-อว.-ปตท.จับมือยกระดับปลอดภัย
ล่าสุด นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนางพจมาน ท่าจีน รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และนายรัตติกูล ปิยะวงค์วาณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมโครงการและการปฏิบัติการสู่ความเป็นเลิศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ลงนามข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาและยกระดับความปลอดภัยยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ (Connected and Autonomous Vehicle: CAV) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาและยกระดับความปลอดภัยในการใช้งาน CAV อย่างครบวงจร
ตั้งแต่การศึกษาวิจัย การพัฒนา การทดสอบ และการอนุญาตใช้งาน ไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน โดยมุ่งสนับสนุนการจัดทำมาตรฐาน ข้อกำหนด และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ควบคู่กับการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร เพื่อรองรับการนำเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่มาใช้อย่างปลอดภัยและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
นายสรพงศ์ กล่าวว่า ขบ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลด้านยานยนต์และการขนส่งทางถนนของประเทศ มีภารกิจสำคัญในการพัฒนา ปรับปรุง และกำหนดมาตรฐาน ข้อกำหนด และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลและมาตรฐานความปลอดภัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ควบคู่กับการส่งเสริมและยกระดับความปลอดภัยในการใช้งานยานยนต์ สำหรับผู้ขับรถ ผู้ควบคุมระบบ ผู้ใช้รถใช้ถนน ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับ CAV ทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทาง สร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจในการใช้งานอย่างยั่งยืน และยังสอดรับกับนโยบายของกระทรวงคมนาคมในการยกระดับระบบคมนาคมขนส่งของประเทศให้ปลอดภัย ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ รองรับการพัฒนาเทคโนโลยีการขนส่งแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม
องค์ความรู้ควบคุ่หนุนสนามทดสอบจริง
นางพจมาน กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์บริการมีบทบาทในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านวิชาการและเทคนิค เพื่อใช้ประกอบการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐาน ข้อกำหนด และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยจะศึกษา พัฒนา และส่งเสริมวิธีการทดสอบ CAV รวมถึงสนับสนุนด้านวิชาการและเทคนิคในการดำเนินโครงการนำร่องและการทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง เพื่อเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการพัฒนาปรับปรุงมาตรฐานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนร่วมพัฒนาองค์ความรู้และเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรของภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญในการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี CAV อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
ในส่วนบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงานจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับนิเวศยานยนต์สมัยใหม่ของไทย ทั้งด้านการทดสอบนวัตกรรมและการเตรียมความพร้อมเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เทคโนโลยี CAV สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพ สอดรับกับมาตรฐานสากล สร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่สังคมไทยต่อไป





