วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

หอการค้าไทยเปิดเวที “ถกทิศทางภาษีไทย” โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69

หอการค้าไทยเปิดเวที “ถกทิศทางภาษีไทย” โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69

เวทีดีเบตภาษีหอการค้าไทย "พรรคประชาชน"ชูปฏิรูปภาษีทั้งระบบ ขยายฐานภาษี ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บ "ปชป." กางแผนการคลังภาษี ไม่ขึ้น VAT-ลดภาระมนุษย์เงินเดือน "เพื่อไทย” ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษีเพื่ออกแบบภาษีใหม่ ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจ

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดเวทีเสวนา “เลือกตั้ง 69 เลือกอนาคตภาษีไทย” เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาคการเมือง ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และสังคม เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางนโยบายภาษีของประเทศในช่วงโค้งสำคัญก่อนการเลือกตั้งปี 2569

โดยมีตัวแทนเข้าร่วมเสวนา 6 พรรคการเมือง ได้แก่ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล พรรคประชาชน ,นายกรณ์ จาติกวณิช  พรรคประชาธิปัตย์ , ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร พรรคไทยก้าวใหม่ , นายโภคิน พลกุล พรรคไทยสร้างไทย ,ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรครวมไทยสร้างชาติ และ นายวรวงศ์ รามางกูร  จากพรรคเพื่อไทย

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ระบบภาษีไม่ใช่เพียงเครื่องมือจัดเก็บรายได้ของรัฐ แต่เป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ต้องสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โดยภาคเอกชนคาดหวังให้นโยบายภาษีในอนาคต ไม่หยุดอยู่ที่การจัดเก็บแต่ต้องส่งเสริม และไม่ใช่เพียงการควบคุม แต่ต้องเปิดโอกาส ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Unlocking New Growth” เพื่อปลดล็อกศักยภาพใหม่ของประเทศ หนุนการลงทุน การจ้างงาน และการเติบโตของธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่รายย่อยจนถึงรายใหญ่

ทั้งนี้ หอการค้าฯ มองว่าระบบภาษีอากรที่ดี ควรยึดหลักความเป็นธรรม โปร่งใส คาดการณ์ได้ และไม่เป็นภาระเกินจำเป็น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนเวทีโลก

หอการค้าไทยเปิดเวที “ถกทิศทางภาษีไทย” โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน กล่าวว่า  พรรคประชาชนเสนอแนวทางปฏิรูประบบภาษีแบบยกเครื่องทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการขึ้นหรือลดอัตราภาษี แต่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บควบคู่กับการทำให้ภาษีบรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศ  ซึ่งระบบภาษีไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งฐานภาษีที่แคบและการจัดเก็บที่ไม่ทั่วถึง

ปัจจุบันแรงงานราว 40 ล้านคน มีเพียง 12 ล้านคนยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และมีเพียง 4 ล้านคนที่จ่ายภาษีจริง ขณะที่รายได้จากทรัพย์สิน ค่าเช่า และธุรกิจจำนวนมากยังหลุดจากระบบ เช่นเดียวกับนิติบุคคลที่มีอยู่จริงราว 900,000 ราย แต่ยื่นภาษีเพียง 600,000 ราย และจ่ายภาษีจริงเพียงประมาณ 100,000 ราย สะท้อนปัญหาการเข้าสู่ระบบภาษีที่ยังไม่เป็นเรื่องปกติ

ในส่วนภาษีสรรพสามิต ยังจัดเก็บต่ำกว่าเป้าต่อเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทั้งการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับยกเว้นภาษี และการบริโภคบุหรี่ที่ลดลง รวมถึงโครงสร้างอัตราภาษีที่เอื้อให้เกิดการหลบเลี่ยง ขณะที่ภาษีศุลกากรหรือภาษีนำเข้ายังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและการเปิดเสรีทางการค้า

ทั้งนี้พรรคประชาชนสนับสนุนการใช้ Big Data และระบบ Data Lake เชื่อมโยงข้อมูลรายได้ ทรัพย์สิน และธุรกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ พร้อมผลักดันมาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบภาษี เช่น “หวยใบเสร็จ” การเพิ่มอัตราหักค่าใช้จ่ายสำหรับรายได้ธุรกิจ และการผ่อนปรนระบบ VAT สำหรับผู้มีรายได้ไม่เกินเกณฑ์ เพื่อไม่ให้ต้นทุนทางบัญชีเป็นอุปสรรค

สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม พรรคยืนยันว่าจะปรับขึ้นเพียง 1% ในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวและการบริโภคไม่ชะลอ  และจะมีมาตรการชดเชยผู้มีรายได้น้อย

หอการค้าไทยเปิดเวที “ถกทิศทางภาษีไทย” โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า  พรรคประชาธิปัตย์  ย้ำแนวคิดหลักว่า การฟื้นเศรษฐกิจต้อง “ไม่เพิ่มภาระประชาชน แต่เพิ่มประสิทธิภาพของรัฐ” โดยพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีนโยบายปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในช่วงที่กำลังซื้อของประชาชนยังเปราะบาง พร้อมเสนอขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยกำหนดให้รายได้ 270,000 บาทแรกได้รับการยกเว้นภาษี จากเดิม 150,000 บาท เพื่อช่วยเพิ่มรายได้สุทธิให้มนุษย์เงินเดือน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทำงาน

ปัญหาหลักของประเทศไทยไม่ใช่อัตราภาษีต่ำ แต่คือประสิทธิภาพการจัดเก็บ โดยปัจจุบันรายได้ภาษีของไทยอยู่ที่ราว 15% ของ GDP ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่ม OECD ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 34% อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ พรรคไม่ได้เสนอให้ขึ้นภาษี แต่จะมุ่งอุด “รอยรั่ว” ของระบบ โดยเฉพาะภาษีนิติบุคคลที่มีอัตรา 20% แต่จัดเก็บได้จริงเพียงราว 4%

หอการค้าไทยเปิดเวที “ถกทิศทางภาษีไทย” โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69

นายกรณ์ กล่าวว่า  หากนำเทคโนโลยี E-Payment มาใช้เต็มรูปแบบ และทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ไม่จำเป็น จะสามารถเพิ่มรายได้ให้รัฐได้มากกว่า 200,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องปรับขึ้นอัตราภาษีแต่อย่างใด

ในด้านตลาดทุน พรรคประชาธิปัตย์ยังคงสนับสนุนนักลงทุนรายย่อย ด้วยการคงนโยบายยกเว้นภาษีกำไรจากการขายหุ้น (Capital Gain Tax) แต่จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ใช้ช่องว่างในตลาดทุนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี เพื่อสร้างความเป็นธรรมระหว่างธุรกิจในและนอกตลาดหลักทรัพย์

นอกจากนี้ พรรคยังเสนอจัดเก็บ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) จากเจ้าของที่ดินหรือทรัพย์สินที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้าและถนนสายหลัก เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาสาธารณูปโภคและกระจายโอกาสไปยังพื้นที่อื่นอย่างทั่วถึง

นายกรณ์ กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยไม่ใช่การผลักดันให้คนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศ แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนไทยและต่างชาติกลับมาลงทุนในประเทศ ท่ามกลางปัญหาการผูกขาดในหลายอุตสาหกรรมที่บั่นทอนการแข่งขัน

หอการค้าไทยเปิดเวที “ถกทิศทางภาษีไทย” โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69

นายวรวงศ์  รามางกูร ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ปฏิรูปโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่มาตั้งแต่ปี 2534 หลังเปลี่ยนจากภาษีการค้ามาเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยตลอดกว่า 35 ปีที่ผ่านมา มีเพียงการปรับแก้รายจุด ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบัน หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษีทันที เพื่อออกแบบโครงสร้างภาษีใหม่ให้เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจ

งบประมาณแผ่นดินอยู่ที่ราว 3.8 ล้านล้านบาท ขณะที่รายได้ภาษีจัดเก็บได้ประมาณ 3.33 ล้านล้านบาท หนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 65% ของ GDP ใกล้เพดานที่กำหนด ซึ่งการใช้จ่ายภาครัฐต้องเน้นความคุ้มค่า และมุ่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะการแก้หนี้ครัวเรือนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย

นายวรวงศ์ กล่าวว่า  ในภาวะที่เศรษฐกิจยังซบเซาและ GDP เติบโตต่ำ ไม่ควรขึ้นภาษี ยืนยันจะไม่เพิ่มภาระผู้เสียภาษีโดยไม่จำเป็น เป้าหมายหลักคือการฟื้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างน้อย 3% ต่อปี ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ภาษีราว 1 แสนล้านบาทต่อปีโดยไม่ต้องขึ้นภาษี

นอกจากนี้ พรรคเสนอขยายฐานภาษีด้วยการนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบผ่านแรงจูงใจมากกว่าการบังคับ ควบคู่การใช้เทคโนโลยีและปราบปรามทุนเทา เพื่อลดความจำเป็นในการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมยืนยันคงอัตราภาษีนิติบุคคลเพื่อดึงดูดการลงทุน และไม่มีนโยบายเก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้นหรือภาษีทรัพย์สินที่ซ้ำเติมคนรายได้น้อย