“กรมทางหลวง” ปิดการจราจรถนนทางหลัก 100% เป็นเวลา 60 วัน ในพื้นที่โครงการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) บางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ช่วงที่เกิดเหตุเครนถล่ม พร้อมเดินหน้าเตรียมบอกเลิกสัญญา ตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย กรมทางหลวง สำนักงานอัยการสูงสุด และกรมบัญชีกลาง ร่วมพิจารณา
นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน - บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย - บ้านแพ้ว ตอน 7 พังถล่มบนถนนพระราม 2 (M82) โดยระบุว่า การตรวจสอบพบว่าไม่ใช่อุบัติเหตุเฉพาะจุด แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระบบ ที่ต้องแก้ไขในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงซ่อมเฉพาะหน้า ต้องรื้อถอนและจัดการใหม่ด้วยมาตรฐานวิศวกรรมขั้นสูง
โดยกรณีนี้ เกิดเหตุคานปูน (segment) และเครน (Launching Gantry Crane) โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน - บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย - บ้านแพ้ว ตอน 7 พังถล่ม จากการตรวจสอบของคณะกรรมการฯ ในชั้นนี้ได้ดำเนินการโดยรวบรวมพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏ และตรวจพิสูจน์ทราบได้โดยประจักษ์ ประกอบด้วย
ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจากองค์กรภายนอกที่เป็นกลาง ซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบในเบื้องต้น
- วัตถุพยาน (ภาพถ่าย,ภาพเคลื่อนไหว)
- เอกสารขั้นตอนวิธีการทำงาน (Method Statement)
- แบบแปลนก่อสร้าง
ทั้งนี้ พบว่าจุดเริ่มต้นของการวิบัติเกิดจากจุดรองรับด้านหน้า (Front Main Support) ของชุดคานยกเกิดการทรุดตัว ส่งผลให้โครงสร้างพังถล่มลงมา โดยข้อสันนิษฐานเชิงวิศวกรรมถึงสาเหตุที่อาจส่งผลให้เกิดการทรุดตัว มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับระบบรองรับ (Support) และระบบยึดรั้งของเครน (Tie-down) รวมถึงความสามารถในการรับแรงของโครงสร้างคอนกรีตบริเวณจุดรองรับ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับแรงกระทำจริงที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดด้านพฤติกรรมโครงสร้าง กลไกการรับน้ำหนัก และลำดับการวิบัติ เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงอย่างเป็นระบบตามหลักวิศวกรรมโครงสร้าง ซึ่งคณะกรรมการฯ จำต้องตรวจสอบเพิ่มเติมในส่วนของรายละเอียดรายการคำนวณ และขั้นตอนการติดตั้งของเครน (Launching Gantry Crane) การวิเคราะห์พฤติกรรมการเคลื่อนที่และการรับน้ำหนักเทียบกับแบบก่อสร้าง รวมถึงการตรวจสอบเอกสารการปฏิบัติงาน
ด้านนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนถนนพระราม 2 จากการหารือร่วมกับกระทรวงคมนาคม ทล. และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้ข้อสรุปว่าได้มีการปิดการจราจรถนนทางหลัก 100% ในพื้นที่โครงการก่อสร้าง โดยรื้อถอนส่วนที่เสียหายเพื่อนำโครงสร้างที่ค้างอยู่บนสะพาน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการที่เครื่องส่งคานติดตั้ง (LG) พังถล่มลงมาจนเกิดความเสียหายต่อพื้นผิวสะพานออกทั้งหมดก่อน โดยเปิดช่องทางคู่ขนานให้ประชาชนใช้บริการแทน
นอกจากนี้ ทล. ได้เร่งงานก่อสร้างจุดเสี่ยงบนสะพานริมแม่น้ำท่าจีน เนื่องจากการสร้างตอม่อที่เชื่อมต่อบริเวณริมแม่น้ำท่าจีนที่มีนั่งร้านจำนวนมาก เบื้องต้นทาง วสท.วิเคราะห์ว่าหากตั้งไว้นานจะเกิดความไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการพังถล่ม จึงต้องเร่งก่อสร้างให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน
“จากการสั่งหยุดงานผู้รับเหมา จะส่งผลกระทบต่อแผนการเปิดวิ่งให้บริการล่าช้าออกไปอีก จากเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในเดือน เม.ย.นี้”
นายปิยพงษ์ กล่าวต่อว่า กรมทางหลวงยืนยันว่าการสั่งหยุดงาน คือ มาตรการลงโทษรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากจะทำให้ผู้รับเหมา เหลือเวลาทำงานน้อยลงและไม่มีสิทธิ์ขอชดเชยเวลาเพิ่ม เพราะเป็นความผิดของผู้รับจ้างเอง หากงานไม่เสร็จตามสัญญาภายในเดือน พ.ค. 2569 จะถูกปรับสัญญานี้ในอัตราสูงสุด วันละประมาณ 4.7 ล้านบาท คิดจาก 0.25% ของวงเงินสัญญา 1,800 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี หากผู้รับเหมากลับมาทำงาน เบื้องต้น ทล.ได้สั่งการให้ผู้รับเหมาต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้
1.พื้นที่ก่อสร้างต้องปลอดภัยสูงสุด 100%
2.ต้องตรวจสอบอุปกรณ์และเครื่องจักรทุกชิ้นและติดตั้งเซ็นเซอร์เตือนภัยเพิ่ม
3.เปลี่ยนทีมวิศวกรและคนทำงานชุดใหม่ที่มีความน่าเชื่อถือ
4.ให้ วสท. เข้ามากำกับควบคุมการทำงานตลอดเวลา
5. รายงานขั้นตอนการทำงานต่อให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง
“ทล. เรายืนยันเดินหน้าเตรียมบอกเลิกสัญญาอย่างรอบคอบ โดยตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย กรมทางหลวง สำนักงานอัยการสูงสุด และกรมบัญชีกลาง เพื่อตรวจสอบข้อกฎหมายและเงื่อนไขแนบท้ายสัญญาไว้รอผลสรุปสาเหตุหากผลสอบชี้ชัดว่าผิดเงื่อนไข และสิทธิ์ในการบอกเลิกสัญญามีระบุไว้ชัดเจนจะดำเนินการต่อไป”





