วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

เปิดศึกชิงประธาน ส.อ.ท.รอบใหม่ เทียบฟอร์ม 'อภิชิต-ชนะ'

เปิดศึกชิงประธาน ส.อ.ท.รอบใหม่ เทียบฟอร์ม 'อภิชิต-ชนะ'

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เวลาเลือกตั้งประธานคนใหม่ แทน “เกรียงไกร เธียรนุกุล” ที่จะครบวาระช่วงสิ้นเดือน มี.ค. 2569 และคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เตรียมโหวตเลือก ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคนใหม่ สำหรับวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี (2569–2571) แทนนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ซึ่งครบวาระในปี 2567–2569

โดยกระบวนการเลือกตั้งจะเริ่มจากการประชุมเลือก คณะกรรมการ ส.อ.ท. ชุดใหม่ ในวันที่ 30 มี.ค. 2569 ก่อนที่กรรมการจะประชุมกันอีกครั้งในช่วงเดือนเม.ย. 2569 เพื่อคัดเลือกประธาน ส.อ.ท. คนใหม่อย่างเป็นทางการ

ท่ามกลางบริบทที่ภาคอุตสาหกรรมไทยยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ตลอดจนความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ การเปลี่ยนผ่านผู้นำองค์กรภาคเอกชนขนาดใหญ่เช่น ส.อ.ท. จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิดมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

เปิดหน้าชน 2 "รอวประธาน" ผู้ท้าชิง

รายงานข่าวระบุว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้แสดงความพร้อมลงชิงตำแหน่งประธาน 2 คน คือ นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีสไพพ์ฟิตติ้ง อินดัสตรี จำกัด

ขณะที่นายชนะ ภูมี รองประธาน ส.อ.ท. และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG

อย่างไรก็ตาม แม้โดยข้อบังคับ ส.อ.ท. จะเปิดกว้างให้มีผู้สมัครได้มากกว่านี้ แต่ในทางปฏิบัติ การจะได้ดำรงตำแหน่งประธาน ขึ้นอยู่กับ การตัดสินใจของสมาชิกและกรรมการ เป็นสำคัญ โดยมีความคาดหวังร่วมกันว่า ไม่ว่าผู้ใดจะได้รับเลือก จะต้องยึดประโยชน์ของสมาชิกเป็นที่ตั้ง และทำหน้าที่เป็น “กระบอกเสียง” ของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างแท้จริง ในช่วงเวลาที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการค้าเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“ชนะ ภูมี” ชู 5 กลยุทธ์ หนุน SME ฝ่าวิกฤต

จากมุมมององค์กรขนาดใหญ่ โดยนายชนะ ซึ่งมาจากองค์กรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ได้สะท้อนมุมมองเชิงนโยบายผ่าน 5 กลยุทธ์หลัก ที่เห็นว่าจำเป็นต่อการเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ได้แก่

1. ปกป้องตลาดในประเทศ ผลักดันการใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ส่งเสริมมาตรการ Local Content และกำหนดมาตรฐาน มอก. เพื่อให้เกิดการใช้สินค้าไทยที่มีคุณภาพ พร้อมเสริมมาตรการกีดกันสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

2. ขยายการส่งออก เดินหน้าการค้าเสรี (FTA) ควบคู่กับการสนับสนุนเครื่องมือด้านมาตรฐาน เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดและคู่ค้าในต่างประเทศได้มากขึ้น

3. ลดต้นทุนพลังงานและขนส่ง ผลักดันการใช้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน

4. ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ปลดล็อกขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้ SMEs และภาคธุรกิจโดยรวมสามารถดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้น

5. ความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน-ประชาชน ให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนด้านเงินทุนและการวิจัยพัฒนา (R&D) เพื่อยกระดับศักยภาพ SMEs อย่างเป็นระบบ

“อภิชิต ประสพรัตน์” มือทำงานในองค์กร

ต่อยอด 4 GO–ONE FTI ปั้น SME ฐานรากอุตสาหกรรม โดยนายอภิชิต ประสพรัตน์ ซึ่งเติบโตมาจากภาค SME และทำงานใน ส.อ.ท. มาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี มองว่า SMEs คือเส้นเลือดฝอยของระบบเศรษฐกิจไทย นโยบายหลักจึงต้องช่วยให้ SMEs เดินหน้าได้อย่างแข็งแรง ควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรมโดยรวม โดยแนวคิดสำคัญยังคงขับเคลื่อนบนยุทธศาสตร์ 4 GO ได้แก่

1. Go Digital & AI นำดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการ และการเข้าถึงตลาด e-Commerce

2. Go Innovation พัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการ สร้างมูลค่าเพิ่ม และใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อลดต้นทุน

3. Go Global ยกระดับมาตรฐานสินค้า เชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานโลก และเปิดตลาดใหม่

4. Go Green ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ ESG และเป้าหมาย Net Zero

ทั้งหมดจะถูกร้อยเข้าด้วยกันภายใต้ยุทธศาสตร์ ONE FTI (One Vision, One Team, One Goal) เพื่อผลักดันโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่ Thailand 4.0

เกมในองค์กร “แข่งเชิงนโยบาย ไม่แตกแยก”

แหล่งข่าวจาก ส.อ.ท. ประเมินว่า ผู้ท้าชิงทั้งสองถือว่า สมศักดิ์ศรี โดยนายอภิชิต ถูกมองว่าเป็น “มือขวา” ของนายเกรียงไกร เรียนรู้งานภายใน ส.อ.ท. มาอย่างลึกซึ้ง ทำงานทั้งหน้าบ้าน-หลังบ้าน ดูแลงานประชุมและภารกิจองค์กรต่อเนื่อง

ขณะที่นายชนะ ถูกจับตาในฐานะ “ม้ามืด” จากองค์กรขนาดใหญ่ มีชื่อเสียงและเครือข่าย แต่บทบาทในกิจกรรม ส.อ.ท. ยังไม่เด่นชัดมากนัก ทำให้สมาชิกบางส่วนยังรอดูท่าที

อย่างไรก็ตาม สมาชิกส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ไม่ต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้ซ้ำรอยอดีต ที่เคยเกิดการแข่งขันดุเดือดและความบาดหมางภายในองค์กร จึงคาดหวังให้การชิงตำแหน่งครั้งนี้เป็นการแข่งขันเชิงนโยบาย สุภาพ และยึดประโยชน์ส่วนรวมของภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก

เพราะในที่สุดแล้ว ไม่ว่าผู้ใดจะก้าวขึ้นเป็นประธาน ส.อ.ท. คนใหม่ จะต้องเผชิญภารกิจหนักหน่วงในการพาอุตสาหกรรมไทยฝ่าคลื่นความเสี่ยง และรักษาความเป็นเอกภาพขององค์กรเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเอาไว้ให้ได้