นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Policy Foresight: Navigating Global Megatrends” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้หลักสูตร Leadership Program on Trade and Development Strategy (LTD) รุ่นที่ 2 โดยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) ว่าปัจจุบันมีเทรนด์แนวโน้มใหญ่ของโลก (Global Megatrends) 5 ข้อ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นในโลกและจะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ
รวมทั้งเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันและอนาคต โดยแม้ว่า Global Megatrends เหล่านี้จะเป็นประเด็นที่เคยมีการชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงมาสักระยะแล้วแต่เมกะเทรนด์เหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้นภายใต้ภาวะที่โลกกำลังเข้าสู่ระเบียบโลกแบบใหม่ (New World Order) ที่แตกต่างไปจากเดิม โดยเฉพาะในเรื่องของสงครามการค้า และความตรึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยมากที่สุด
- 5 Global Megatrends
1.เศรษฐกิจแบ่งขั้วและสงครามทางการค้า (Trade War) ที่รุนแรงขึ้น โดยในเรื่องนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันกันทางเศรษฐกิจ โดยนำเอาเรื่องเงื่อนไขการกีดกันทางการค้า ภาษีเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการแข่งขัน ซึ่งตรงกันข้ามกับความร่วมมือทางการค้าในรูปแบบโลกภาวิวัฒน์ (Globalization) แบบที่เราเคยเข้าใจในอดีต ได้เปลี่ยนมาเป็นการกีดกันทางการค้า โดยความเสี่ยงจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่มีต่อเศรษฐกิจโลกและไทยเนื่องจากทำให้เกิดการชะงักในภาคการผลิต และซัพพลายเชน ปริมาณการค้าโลกลดลง และะมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐที่จะนำมาใช้ต่อเนื่องก็อาจส่งผลต่อสินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ยางรถยนต์ และแผงวงจรพิมพ์
ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งตรวจสอบการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสินค้าส่งผ่าน พร้อมทั้งแนะให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) เพื่อหาโอกาสในตลาดใหม่มากขึ้น
2.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Conflicts) เรื่องนี้มีความชัดเจนมากขึ้นว่าสถานการณ์โลกในขณะนี้ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เป็นประเด็นที่มีความตรึงเครียดมากขึ้นในปีนี้ ภายหลังจากที่สหรัฐได้ประกาศแนวทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Strategy Security) ฉบับใหม่ ที่มีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อความมั่นคงของสหรัฐ ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันสถานการณ์ในกรีนแลนด์จะดูคลี่คลายลงแต่เชื่อว่าในระยะต่อไปสหรัฐภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอาจจะเข้าไปในประเทศอื่นๆอีกซึ่งอาจเป็นในละตินอเมริกา หรือแคนาดา ตามที่เคยประกาศไว้ ซึ่งแนวทางนี้ถือเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของโลกในระยะต่อไป
ทั้งนี้บทบาทของประเทศไทยในสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์นั้นประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดเล็กที่เป็นเศรษฐกิจเปิดจำเป็นต้องรักษาความเป็นกลาง โดยยืนอยู่ในจุดที่มหาอำนาจทั้งสองฝั่งมองว่าสถานะความเป็นกลางของประเทศนั้นเอื้อให้มหาอำนาจทั้งสองฝั่งได้ประโยชน์ ซึ่งแนวทางหนึ่งคือการดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีความสำคัญระดับโลกเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น
3.การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว (Technological Disruption) โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยประเด็นนี้ถือเป็นเทรนด์ใหญ่ที่แต่ละประเทศต้องวางแผนรับมือ เนื่องจากเทคโนโลยีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนั้นถือเป็นปัญหาหนึ่งที่ส่งผลต่อแรงงานในหลายประเทศที่เริ่มมีการนำเอา AI เข้ามาใช้อย่างแพร่หลาย โดยการรับมือกับแนวโน้มนี้จำเป็นที่ต้องเร่งฝึกอบรมเพิ่มทักษะ (Reskill – Upskill) ให้กับแรงงานเพื่อให้มีทักษะการใช้ AI มากขึ้น
4.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย (Demographic Change) ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องที่พูดคุยกันมานานแล้ว โดยการเพิ่มขึ้นของสังคมผู้สูงอายุกำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกไม่ใช่เพียงแต่ประเทศไทย
โดยตอนนี้เวียดนามก็เริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัยเช่นกัน โดยประเด็นเรื่องของการรับมือสังคมผู้สูงอายุนั้นประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการวางระบบสวัสดิการที่มีคุณภาพ ทั่วถึง และไม่ซ้ำซ้อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับระงบงบประมาณของประเทศในระยะยาว ขณะเดียวกันต้องเตรียมพร้อมเรื่องแรงงานในระบบเศรษฐกิจ โดยต้องเริ่มวางแผนการใช้แรงงานต่างชาติในสาขาที่ขาดแคลน จัดชั้นแรงงานตามระดับความสามารถ เพื่อให้แรงงานที่มีคุณภาพสูงเข้ามาช่วยขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจไทย
และ 5.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความรุนแรงมากขึ้น จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศแบบสุดขั้ว และภัยพิบัติแบบสุดขั้วที่มีความรุนแรงและสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้มากขึ้น นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงนี้จะกระทบกับอาชีพเกษตรกร เนื่องจากผลผลิตจะมีความเสียหาย และได้ผลผลิตน้อยลงซึ่งจะกระทบกับกลุ่มอาชีพเกษตรด้วย
นายดนุชายังกล่าวถึงแนวทางการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569 ว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญของการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้และการสนับสนุนสินเชื่อใหม่ เพื่อลดแรงกดดันจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) โดยมุ่งเน้นการสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้เข้าร่วมมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อให้สามารถกลับมาเข้าถึงสินเชื่อและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไปได้ในระยะยาว
นอกจากนี้การเร่งรัดการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2567-2569 รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการคลังและการเบิกจ่ายงบประมาณ ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกที่จะมีความไม่แน่นอนมากขึ้นในอนาคต





