การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเชิงพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาการเจรจาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด ที่มีเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ถือหุ้นใหญ่
สำหรับการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2564 เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการเมื่อวันที่ 19 ต.ค.2564 การแก้สัญญาเพื่อเยียวยาผลกระทบจากโควิด หลังจากนั้นได้เข้าสู่ขั้นตอนการเจรจาของคู่สัญญา
นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ให้สัมภาษณ์เครือเนชั่น ว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เป็นความมุ่งมั่นของซีพีที่ต้องการทำให้สำเร็จเพื่อประโยชน์ประเทศ
แต่ปัจจุบันติดปัญหาหลังได้เงื่อนไขสัญญาแบบ PPP ที่รัฐเริ่มจ่ายเงินอุดหนุนปีที่ 6 ส่งผลให้สถาบันการเงินระดับโลก เช่น บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) ปฏิเสธการปล่อยกู้เพราะมองว่าเอกชนแบกความเสี่ยงสูงเกินช่วง 5 ปีแรก
“แบงก์บอกว่าไม่มีสัญญาไหนเลยเหมือนของคุณ แล้วจะให้กู้ได้อย่างไร นี่ไม่ใช่เฉพาะแบงก์ไทย แต่ไปถึง IFC ซึ่งเขาบอกถ้าไม่ปรับแก้เรื่องนี้ก็คงไม่ได้ แต่เราพยายามทำเท่าที่ทำได้ อย่างแอร์พอร์ตลิงก์ได้บริหารมาเป็นปีที่ 3 แล้ว ก็เหลือแค่จุดนี้ที่เรียนตรงๆ ว่า ทุกรัฐบาลดูเหมือนจะเห็นด้วยเลยต้องรอ แต่โครงการรถไฟความเร็วสูง EEC จะไม่คุ้มค่าหากไม่เชื่อมต่อเส้นทางระหว่าง โคราชและหนองคายได้"
นายศุภชัย มองว่า ความคุ้มค่าที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อเชื่อมต่อเส้นทางจากจีนลงมายังบางซื่อ และขยายเส้นทางออกไปทางตะวันตกเพื่อลงไปเชื่อมต่อกับมาเลเซีย ซึ่งมาเลเซียต้องการที่จะเชื่อมกับไทยมาก และอาจสนับสนุนด้านงบประมาณ (Financing) ให้ด้วย
“โครงการไฮสปีด คือ เส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เพียงแค่เริ่มขั้นตอนการลงเสาเข็ม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเงินลงทุนจากต่างชาติก็เริ่มไหลเข้าพื้นที่ตลอดแนวเส้นทาง เพราะนักลงทุนเห็นศักยภาพในอนาคต ความน่าสนใจหลักของโครงการนี้ คือ ทำให้ไทยเชื่อมต่อกับจีน และหากแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงไปสู่อินเดียได้จะยิ่งยกระดับความสำคัญของไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้”
สกพอ.จ่อชงรัฐบาลใหม่แก้สัญญา
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ที่อยู่ขั้นตอนแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน โดย สกพอ.หารือกับสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อตอบประเด็นการแก้ไขสัญญาจะกระทบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งส่วนนี้จะกำหนดให้เอกชนคู่สัญญาวางแบงก์การันตี
ทั้งนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้เจรจาการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จํากัด ต่อเนื่อง ซึ่งเอกชนคู่สัญญายืนยันความพร้อมดำเนินการก่อสร้าง อีกทั้งพร้อมเร่งงานก่อสร้างส่วนพื้นที่ทับซ้อนโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สัญญาช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง
“ขณะนี้รอเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ซึ่งต้องรอรัฐบาลใหม่แต่งตั้งประธาน กพอ.โดยหากมีนัดประชุมก็จะเสนอเรื่องนี้เข้า กพอ.พิจารณาทันที”
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการ รฟท.กล่าวว่า รฟท.เสนอหลักการทบทวนร่างแก้ไขสัญญาตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปยัง สกพอ.แล้วจึงอยู่ขั้นตอนที่ สกพอ.ทำข้อสรุปเพื่อก่อนเสนอ กพอ.และ ครม.เห็นชอบ
รายงานข่าวจาก รฟท. ระบุว่า ประเด็นที่สำนักงานอัยการสูงสุดกังวลการแก้ไขสัญญามีดังนี้
การปรับเป็นรูปแบบการชำระค่าก่อสร้างเป็นสร้างไปจ่ายไป จากเดิมจะจ่ายเมื่อเอกชนเปิดเดินรถ แล้วรัฐแบ่งจ่าย 10 ปี ปีละเท่ากัน รวม 149,650 ล้านบาท โดยกังวลว่าการแก้ไขสัญญาอาจต้องพิจารณาการดำเนินการตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ซึ่งต้องมีภาระการเงิน ภาระงบประมาณที่จะต้องจ่ายคืนค่าร่วมลงทุน
อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ รฟท.ได้ยืนยันเกี่ยวกับวิธีชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุนที่จะปรับนั้น กำหนดให้เอกชนต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม รวมเป็นจำนวน 160,000 ล้านบาท สำหรับค่างานโยธาและค่าระบบรถไฟฟ้า เพื่อรับประกันว่าจะก่อสร้างและเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงได้ภายใน 5 ปี ทั้งนี้ กรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างจะทยอยตกเป็นของภาครัฐทันทีตามงวดของการจ่ายเงิน





