เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปัจจุบันพัฒนารวดเร็วมากทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีดิสรัปชัน (Disruption) โดยมีการนำเอา AI เข้ามาแทนการทำงานของคนมากขึ้นจนเกิดปัญหาการว่างงาน ซึ่งหลายประเทศในยุโรปและสหรัฐเริ่มปลดคนงานจำนวนมาก จนนำมาสู่การชุมนุมประท้วงและเกิดปัญหาทางสังคม
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยี AI ปัจจุบันรวดเร็วก้าวกระโดด ซึ่งแม้มีประโยชน์มากแต่กระทบแรงงาน โดยคาดการณ์เดิมช่วงเริ่มทำแผนผลกระทบเทคโนโลยีดิสรัปชันตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งคาดการณ์ว่าเทคโนโลยี AI จะมาแทนที่แรงงานมนุษย์ จนทำให้มีคนตกงาน 10 ล้านคน ภายในปี พ.ศ.2580
อย่างไรก็ตามปัจจุบันคาดว่าวิกฤติแรงงานอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด เนื่องจากความก้าวหน้า AI การใช้งานหุ่นยนต์ และการปรับเปลี่ยนการผลิตรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อาจทำให้ตัวเลขการว่างงานของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านคน ซึ่งอาจเกิดขึ้นเร็วสุดภายในปี พ.ศ.2570 ถือว่าเร็วขึ้นกว่า 10 ปี
สำหรับอัตราเร่งการว่างงานจะเกิดขึ้นจากการนำ AI และหุ่นยนต์มาใช้แทนคนหลายอุตสาหกรรม ขณะที่อีกภาคส่วนของเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบมาก คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ผลิตและใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น
“ทางรอดเดียวดีที่สุดในการรับวิกฤติแรงงานไทย คือ การกลับไปสู่เศรษฐกิจชุมชนและอุตสาหกรรมที่เทคโนโลยีทดแทนไม่ได้ ซึ่งต่างจากนโยบายส่วนใหญ่ที่เน้นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (Engine of Growth) แต่ละเลยสร้างกลไกรับรองแรงงานระดับพื้นที่” ดร.กิตติ กล่าว
รวมทั้งหากรัฐบาลยังมองแค่ GDP โดยไม่สร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจฐานรากและระดับครัวเรือน โอกาสที่จะเกิดปัญหาเศรษฐกิจหรือวิกฤตหนี้สิน และเป็นครัวเรือนยากจนดักดานจะมีสูงมากในอนาคตอันใกล้นี้
“อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปที่มีชิ้นส่วนจำนวนมาก เหลือเพียงไม่กี่ชิ้นในรถ EV จะทำให้แรงงานในสายพานการผลิตและวิศวกรฝีมือดีหายไปมหาศาล ซึ่งอาจกระทบแรงงาน 200,000 ถึง 1 ล้านคน ในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทยหากแรงงานกลุ่มนี้ปรับทักษะไม่ทันจะตกงาน”ดร.กิตติ กล่าว
นอกจากนี้อีกกลุ่มอาชีพที่จะได้รับผลกระทบเป็นมากจาก AI และมีโอกาสตกงานสูง คือ กลุ่มงานดิจิทัลและผู้สร้างคอนเทนต์ ซึ่งหากมีทักษะต่ำกว่าระดับปานกลางขึ้นไป (B+) เทคโนโลยี AI จะเข้ามาแทนที่ได้เกือบทั้งหมดในปัจจุบัน
ขณะที่ในหลายอุตสาหกรรม รวมทั้งภาคบริการได้นำหุ่นยนต์ (Humanoi) มาใช้แพร่หลาย โดยเริ่มทดลองใช้หุ่นยนต์แทนพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) พนักงานทำความสะอาด พนักงานเสิร์ฟ และหุ่นยนต์พยาบาล ซึ่งหากรัฐบาลส่งเสริมแบบไม่มีมาตรการรองรับ ธุรกิจจะเปลี่ยนโมเดลไปใช้เทคโนโลยีแทนคนทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลใหม่ต้องวางมาตรการรองรับไว้
แนะหาจุดแข็ง AI แทนไม่ได้
สำหรับทางรอดประเทศและเศรษฐกิจไทยต้องกลับไปหาจุดแข็งที่ AI แทนไม่ได้ โดยต้องมีนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน (Local Economy) และอุตสาหกรรมที่เทคโนโลยีเลียนแบบได้ยาก
ทั้งนี้ วิกฤติจะกระทบภาคแรงงานตรงและทำให้ความสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากมีบทบาทมากขึ้น โดยเป็นไปในทิศทางการสร้างความเข้มแข็งควบคู่กันทั้งเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่และเศรษฐกิจเดิมที่ไทยมีพื้นฐานและความได้เปรียบ
ส่วนเศรษฐกิจชุมชนที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับเกษตรและอาหาร แต่ต้องยกระดับเป็นเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ที่ใช้เทคโนโลยีเหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมธุรกิจชุมชน เช่น ตลาดชุมชนที่เน้นขายของสดและวัตถุดิบในพื้นที่ ซึ่งยืดหยุ่นสูงต่อวิกฤติเศรษฐกิจโลกให้เติบโตเป็นแกนหลักในการสู้วิฤติโลกได้
ขณะที่อุตสาหกรรมที่เทคโนโลยีเลียนแบบได้ยากอุตสาหกรรมบริการ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่คนไทยทำได้ดีมากและ AI ยังให้ประสบการณ์ทดแทนไม่ได้แนะ 4 มาตรการรับมือเอไอ
นอกจากนี้ บพท.มีข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อรับมือวิกฤติแรงงานจาก AI และหุ่นยนต์ ได้แก่
1.ออกมาตรการควบคุมความเร็วเทคโนโลยี รัฐต้องมีมาตรการเพื่อไม่ให้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่คนเร็วเกินไป เพื่อให้แรงงานมีเวลาในการปรับทักษะ (Reskill/Upskill)
2.การปฏิรูปโครงสร้างตลาด โดยรัฐต้องจัดการกับ “ตัวกลาง” หรือ “ล้ง” ที่ผูกขาดและคุมราคาเพื่อกระจายรายได้สู่เกษตรกรเป็นธรรม
3.การกระจายอำนาจ ต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นควบคู่กับการสร้างความสามารถในการบริหารจัดการ (Capability Building) ไม่ใช่แค่การส่งเงินไปให้
4.มาตรการปกป้องรายย่อย ป้องกันไม่ให้ทุนใหญ่หรือซูเปอร์สโตร์เข้ามาทำลายธุรกิจขนาดเล็กในชุมชน
เร่งเพิ่มทุนมนุษย์-ทักษะแรงงานนอกระบบ
ดร.กิตติ กล่าวว่าภารกิจ บพท.หลังอยู่ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัย และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขัน และการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) ยังคงเดินหน้าเป้าหมายการทำงานในการใช้งานวิจัย และปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ
ทั้งนี้ บพท.เป็นหน่วยเร่งรัดนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงเพื่อปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ โดยบริหารงบประมาณวิจัยด้านพื้นที่ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อปี
ซึ่งงบประมาณนี้เป็นงบแซนบ็อกซ์ (Sandbox) ที่ยืดหยุ่นสูงทำให้ทดลองโมเดลแก้จนและสร้างอาชีพระดับครัวเรือนได้จริง รวมทั้งเน้นการสร้างทุนมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบและเกษตรกร 30-40 ล้านคน ให้เข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มรายได้





