วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ส.อ.ท.ชี้อุตฯ ทรงตัวจากฐานต่ำ ลุยใช้ 'AI-นวัตกรรม' ฝ่าบาทแข็ง-ทองแพง

ส.อ.ท.ชี้อุตฯ ทรงตัวจากฐานต่ำ ลุยใช้ 'AI-นวัตกรรม' ฝ่าบาทแข็ง-ทองแพง

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำจากความคิดเห็นของประธานกลุ่มอุตสาหกรรม 48 กลุ่ม และประธานสภาอุตสาหกรรมภาค 5 ภูมิภาค เก็บข้อมูลช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค. 2568 เพื่อประเมินทิศทางอุตสาหกรรมไทยในปี 2569 เทียบกับปีก่อนหน้า โดยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. พร้อมด้วย ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ พร้อมด้วย นางบัญชุสา พุทธพรมงคล รองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ เปิดเผยว่า จาก 48 กลุ่มอุตสาหกรรม มี 23 กลุ่มคาดว่าแนวโน้ม “ทรงตัว” 15 กลุ่มคาดว่าจะ “ขยายตัวดีขึ้น” ขณะที่อีก 10 กลุ่มมีแนวโน้ม “หดตัว” เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ในเชิงพื้นที่ อุตสาหกรรมภาคเหนือเป็นเพียงภูมิภาคเดียวที่คาดว่าจะทรงตัว ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ มีแนวโน้มหดตัว สะท้อนความกังวลต่อเศรษฐกิจปีหน้าที่ยังผันผวนสูง ทั้งจากปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ

เปิดแรงหนุน–แรงกดดันรุมเร้า

ปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศ ได้แก่ การฟื้นตัวของกำลังซื้อและการท่องเที่ยว การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ มาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มสัดส่วน Local Content การนำ AI และ Robotics มาใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในโรงงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ด้านปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ ความต้องการสินค้าในบางตลาดคู่ค้าที่ฟื้นตัว ความคืบหน้าความตกลงการค้าเสรี (FTA) การย้ายฐานการผลิตเข้าสู่ไทย การยอมรับแบรนด์สินค้าไทยในตลาดโลก และกระแสสินค้ารักษ์สิ่งแวดล้อมที่เติบโต ซึ่งต้องอาศัยนโยบายรัฐหนุนอย่างจริงจัง

ขณะที่ปัจจัยห่วงกังวลภายในประเทศยังคงกดดันหนัก ตั้งแต่หนี้ภาคธุรกิจระดับสูง ความเข้มงวดสินเชื่อ ต้นทุนการผลิตที่ทรงตัวสูง สินค้านำเข้าราคาถูกทุ่มตลาด การเชื่อมโยงซัพพลายเชนกับ FDI ที่ยังจำกัด ความเสี่ยงความล่าช้างบประมาณปี 2570 ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนขีดแข่งขันระยะยาว

ด้านต่างประเทศ ผู้ประกอบการยังเผชิญแรงเสียดทานจากมาตรการภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTM/NTB) โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ การแข่งขันรุนแรงในตลาดคู่ค้า ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ชายแดน ค่าเงินบาทแข็งค่าและผันผวนสูงกระทบรายได้ส่งออก รวมถึงการบังคับใช้มาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกันราคาทองคำที่ปรับตัวสูงสะท้อนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และเพิ่มแรงกดดันต่อกระแสเงินทุนและอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งภาคธุรกิจต้องบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด

กกร.ประเมิน GDP ปี 69 โตต่ำ 1.6–2.0%

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ระบุว่า ผลสำรวจชี้ชัดว่าอุตสาหกรรมไทยปี 2569 ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันรอบด้าน แนวโน้มส่วนใหญ่ทรงตัวจากฐานต่ำในปีก่อน โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวเพียง 1.6–2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดโตประมาณ 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคการผลิต การค้า และบริการ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ในปีก่อนหน้าไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก สาเหตุหลักมาจากการลักลอบนำเข้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

SMEs เปราะบาง ฟื้นช้ากว่ารายใหญ่

SMEs ยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและภาระการเงินสูง การเข้าถึงแหล่งทุนจำกัด ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง โลจิสติกส์ และต้นทุนการเงินกดดันกำไร ขณะที่อำนาจต่อรองต่ำ ทำให้รายได้ปี 2569 ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ซ้ำเติมด้วยกำลังซื้อในประเทศที่ยังชะลอจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง และการแข่งขันที่รุนแรงทั้งด้านราคาและเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เสนอให้ภาคอุตสาหกรรมเร่งประยุกต์ใช้ดิจิทัลและ AI เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนานวัตกรรมเพิ่มมูลค่า ยกระดับมาตรฐานสินค้า เร่ง Upskill–Reskill–New Skill แรงงาน ปรับโมเดลธุรกิจเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเป้าหมายและซัพพลายเชนโลก สร้างพันธมิตรทางธุรกิจให้ไทยยืนในห่วงโซ่การผลิตโลกอย่างยั่งยืน

ควบคู่เดินหน้า ESG, BCG Model การใช้วัสดุหมุนเวียน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และกลไก EPR มุ่งสู่ Net Zero พร้อมเรียกร้องภาครัฐออกมาตรการเชิงรุก ทั้งการแก้ปัญหาสินค้าทุ่มตลาด คุมการสวมสิทธิถิ่นกำเนิด บริหารค่าเงินบาท ลดต้นทุนทางการเงิน เร่ง FTA และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อประคองเศรษฐกิจและวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจไทย

"ปี 2569 ยังเป็นปีแห่งความเปราะบาง แต่ก็เป็น “จังหวะสำคัญ” ในการเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยให้เท่าทันโลก หากรัฐ-เอกชนเดินหน้าอย่างบูรณาการ ไทยยังมีโอกาสพลิกเกมการแข่งขันบนเวทีโลกได้ในระยะยาว"