ทั่วโลกกำลังเผชิญทศวรรษแห่งความตกต่ำกว่าที่ควร ซ้ำยังมีแรงกระแทกซ้ำแล้วซ้ำอีกกระหน่ำทำให้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกอยู่ในอาการเมาหมัด ตั้งแต่ความตึงเครียดทางการค้าไปจนถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจโลก
การเติบโตที่ชะลอลงจำกัดการสร้างงาน โดยเฉพาะในช่วงที่คนหนุ่มสาวกว่า 1.2 พันล้านคน จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในประเทศกำลังพัฒนาการเติบโตที่ไม่สูงมาก ทำให้การลดความยากจนและการลดช่องว่างของรายได้ทำได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงทำให้หลายประเทศมีความเสี่ยงต่อวิกฤตในอนาคตมากขึ้น
ความท้าทายต่อจากนี้ ไม่ใช่แค่การรับมือกับและแก้ปัญหาแต่ต้องทำให้เศรษฐกิจเติบโต เพิ่มผลิตภาพ สร้างงานและกระจายโอกาสควบคู่กันไปด้วย แม้ว่า ปี 2568 ที่ผ่านมาการกักตุนสินค้าเพื่อลดผลกระทบจากอัตราภาษีสหรัฐ ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง และการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พุ่งสูงขึ้นได้ช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้มีแรงขับเคลื่อนมากขึ้น รวมถึงห่วงโซ่อุปทานที่ปรับตัวเข้ากับอุปสรรคทางการค้าที่เพิ่มขึ้น แต่นั่นดูเหมือนว่าจะยังไม่เพียงพอสำหรับปี 2569
จีพีดีไทยผงกหัวแต่ยังรั้งท้ายอาเซียน
เมื่อเร็วๆนี้ ธนาคารโลก หรือ World Bank ได้เผยแพร่รายงาน Global Economic Prospects สาระส่วนหนึ่งระบุไว้ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.8% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มจากประมาณการเดิมที่ทำไว้เมื่อ มิ.ย. 2568 ถึง 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ และคาดว่าปี 2570 จีดีพีไทยจะขยายตัวเพิ่มได้2.5% ส่วนจีดีพีปีที่ผ่านมา คาดว่าจะขยายตัวได้1.0%
แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะดูเหมือนดีคิดกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่พบว่า อัตราขยายตัวเศรษฐกิจไทยยังต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน โดย ปี 2569 คาดว่า เวียดนามจะขยายตัว 6.3% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดของภูมิภาค ตามมาด้วย ฟิลิปปินส์ 5.3% อินโดนีเซีย 5% กัมพูชา4.3% ซึ่งเป็นคาดการณ์ที่ลดลงมาจากคาดการณ์ครั้งก่อน ถึง 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วย มาเลเซีย 4.1% สปป.ลาว 4.0% เมียนมา 3.0% และไทยลำดับสุดท้าย
ทั้งนี้รายงานระบุว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ต้องเผชิญกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนจากการลดลงของการลงทุนล่วงหน้า แม้จะพบการเติบโตของการลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้นในบางประเทศเนื่องจากการสนับสนุนนโยบายภายในประเทศ การเติบโตใน
ปีนี้ของจริงผลกระทบภาษีทรัมป์
โดยอินโดนีเซียคาดว่าจะได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นทางการคลังและการลงทุนที่นำโดยรัฐ ในฟิลิปปินส์ การปฏิรูปโครงสร้างที่วางแผนไว้มีแนวโน้มที่จะกระตุ้นการลงทุนและผลิตภาพ แต่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับธรรมาภิบาลอยู่ ในประเทศไทยและเวียดนาม ปีนี้จะต้องเผชิญกับผลกระทบที่ล่าช้าของภาษีที่สูงขึ้นคาดว่าจะทำให้กิจกรรมและการส่งออกจะลดลงแต่การฟื้นตัวของการค้าโลกและการลงทุนจะนำไปสู่การฟื้นตัวในปี 2570
คาดว่าอุปสรรคทางการค้าที่สูงขึ้นและการลดลงของการส่งออกล่วงหน้าในอดีตจะทำให้การเติบโตของการส่งออกชะลอตัวลงทั่วทั้งภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของการส่งออกของจีนไปยังตลาดนอกสหรัฐ และความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งน่าจะสนับสนุนการส่งออกในหลายๆ ประเทศในกลุ่ม ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก
ภาษีทรัมป์ทำการค้า-ผลิตเบี่ยงเบน
แม้แนวโน้มการค้าก็ขึ้นอยู่กับการพัฒนาในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับภาษีศุลกากรและการเข้าถึงตลาด ข้อตกลงการค้าทวิภาคีกับสหรัฐอาจกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าในภูมิภาค ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราภาษีศุลกากรที่แตกต่างกันระหว่างประเทศและภาคส่วนต่างๆ แต่การเบี่ยงเบนทางการค้าและการย้ายฐานการผลิต ดังที่สังเกตได้หลังจากการเพิ่มภาษีศุลกากรของสหรัฐในปี 2561 อาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ และทำให้บางประเทศได้รับประโยชน์จากการพัฒนาการส่งออก รวมถึงการสร้างงาน
ในส่วนผลกระทบของกำแพงการค้าที่สูงขึ้นต่ออัตราเงินเฟ้อยังคงคลุมเครือ เพราะการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่เกิดจากภาษีศุลกากรอาจนำไปสู่ความไม่มีประสิทธิภาพในการผลิตและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นและนำไปสู่เงินเฟ้อ ในทางกลับกัน การเปลี่ยนเส้นทางการค้าและการเบี่ยงเบนการส่งออกไปยังประเทศที่มีภาษีศุลกากรต่ำกว่าอาจสร้างแรงกดดันด้านภาวะเงินฝืดในตลาดเหล่านั้น ดังนั้น ธนาคารกลางของประเทศภูมิภาคนี้ได้เตรียมความพร้อมที่จะตอบสนองต่อสภาวะภายในประเทศของตนไว้แล้ว หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงเมื่อเร็ว ๆ นี้
ภาวะทางการเงินโลกตึงตัว-หนี้หลอน
อย่างไรก็ตาม รายงานได้ระบุถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ไว้ว่า มีแนวโน้มไปทางด้านลบเสียมากกว่า เพราะความเป็นไปได้ที่จะมีการเพิ่มข้อจำกัดทางการค้าและความไม่แน่นอนด้านนโยบายต่างๆอีกจึงก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อการเติบโตของประเทศต่างๆในภูมิภาค ส่วนความเสี่ยงด้านลบอื่นๆ ได้แก่ สภาวะทางการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้น
โดยความตึงเครียดในตลาดการเงินโลกอาจส่งผลกระทบต่อภูมิภาคผ่านช่องทางการเงิน รวมถึงการไหลออกของเงินทุน การลดลงของตลาดหุ้น และต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ผลกระทบเหล่านี้จะส่งผลเสียต่อการเติบโตเศรษฐกิจที่มี ขณะเดียวกันระดับหนี้สูง และการลดลงของการเติบโตทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นจะยิ่งทำให้กิจกรรมในภูมิภาคชะลอตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออก
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยความต้องการภายในประเทศในจีนอาจอ่อนตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากปัญหายืดเยื้อในภาคอสังหาริมทรัพย์ และหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจะจำกัดพื้นที่ทางการคลังในระดับรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจอื่นๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการค้าและการท่องเที่ยว
เอกชนรับตัวรับความท้าทายทำศก.ยังโตได้
“ยังต้องนับเรื่อง ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความไม่สงบทางสังคมในประเทศเศรษฐกิจสำคัญๆ อาจทำให้การเติบโตของภูมิภาคชะลอตัวลงได้ โดยทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคลดลง รวมถึงขัดขวางการท่องเที่ยวด้วย”
รายงานยังพูดถึง ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ขึ้นได้คร่าชีวิตผู้คนและก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น แผ่นดินไหวในเมียนมาร์เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจัยลบจากการเติบโตที่ช้ากว่าที่คาดไว้ในจีน ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความไม่สงบทางสังคมในบางประเทศ และภัยพิบัติทางธรรมชาติจะยังมีอยู่แต่อีกทางหนึ่งก็พบปัจจัยในเชิงบวกที่ว่า ภาคเอกชนสามารถปรับตัวกับอุปสรรคทางการค้าที่สูงขึ้นได้ รวมไปถึงการ ขยายตัวของการลงทุนและการส่งออกที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสการเติบโตที่สูงขึ้นในภูมิภาค





