วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

สรท.ชี้เงินทุนไหลเข้าหนุนบาทแข็ง กดดัน ธปท.เร่งรักษาเสถียรภาพ

สรท.ชี้เงินทุนไหลเข้าหนุนบาทแข็ง กดดัน ธปท.เร่งรักษาเสถียรภาพ

“สรท.”ชี้เงินทุนไหลเข้าไทยยังกดดันค่าเงินบาท จับตา ธปท.ออกมาตรการสกัดเงินร้อน ชี้แนวโน้มเงินบาทผันผวนสูง ปัจจัย “ภูมิรัฐศาสตร์-พลังงาน” โลกกดดันทิศทางค่าเงิน แนะผู้ส่งออกต้องปรับตัว ค่าเงินผันผวนสูง แนะใช้ Surcharge ลดความเสี่ยง

ความเคลื่อนไหว “ตลาดเงิน-ตลาดทุน” เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2569 ค่อนข้าง “คึกคัก” สะท้อนผ่าน “เงินบาท” กลับมาแข็งค่าที่ระดับ 31.07 บาทต่อดอลลาร์ หรือทุบสถิติ 7 เดือน

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า สถานการณ์เงินทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ประเทศไทยส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยยังไม่แน่ชัดว่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงไหลเข้ามาในประเทศต่อเนื่องหรือไม่ อย่างไรก็ตาม 

ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างการทำงานเพื่อพิจารณามาตรการและออกระเบียบต่างๆ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มีส่วนร่วมในการดูแล และชะลอความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม

รวมทั้งคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยสกัดเงินทุนที่มีลักษณะผิดปกติหรือเงินร้อนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นับเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเสถียรภาพทางการเงิน 

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นสถานการณ์ยังคงเป็นภาวะที่เงินทุนไหลเข้ามาเป็นหลัก จึงจำเป็นต้องพิจารณาภาพรวมการเคลื่อนไหวของเงินสกุลต่างๆ ในหลายประเทศว่ามีทิศทางใกล้เคียงกันหรือไม่ หากเป็นการปรับตัวในทิศทางเดียวกันก็อาจถือเป็นภาวะปกติของตลาด

หวัง ธปท.หามาตรการคุมเงินบาทเหมาะสม

สำหรับบทบาทของ ธปท. อาจมีข้อจำกัดในการดำเนินมาตรการเพิ่มเติม เนื่องจากข้อมูลต่างๆ ได้ถูกรวบรวม และประเมินไว้ครบถ้วนแล้ว การเลือกใช้มาตรการใด และในช่วงเวลาใดจึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) เป็นสำคัญ ขณะที่ภาคเอกชนมีหน้าที่เพียงให้ข้อเสนอแนะ โดยต้องระมัดระวังไม่เรียกร้องมาตรการที่รุนแรงเกินไป ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับกลไกตลาด

สรท.ชี้เงินทุนไหลเข้าหนุนบาทแข็ง กดดัน ธปท.เร่งรักษาเสถียรภาพ

“ธปท. ยังคงรักษาความเป็นกลางในการดำเนินนโยบาย และไม่ได้ถูกครอบงำโดยนโยบายภาครัฐ ดังนั้นประเด็นสำคัญคือ การหาวิธีดูแลค่าเงินบาทให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับภูมิภาค หากพบว่าเงินทุนไหลเข้าประเทศไทยมากผิดปกติเมื่อเทียบกับประเทศอื่น จำเป็นต้องเร่งหาสาเหตุ และแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป” นายธนากร กล่าว

นายธนากร กล่าวว่า ประเมินว่า แนวโน้มค่าเงินบาทในระยะถัดไปยังคาดการณ์ได้ยาก เนื่องจากอยู่ในช่วงของความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายของสหรัฐ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งขณะนี้ตลาดกำลังจับตาความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะสามารถยับยั้งการส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลาไปยังจีนได้สำเร็จแล้ว

ขณะเดียวกัน อีกประเด็นสำคัญที่ยังต้องติดตาม คือ ท่าทีของสหรัฐต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่านไปยังจีน หากสหรัฐสามารถจำกัดแหล่งนำเข้าน้ำมันของจีนได้เพิ่มเติม อาจทำให้จีนจำเป็นต้องกลับมาเปิดการเจรจากับสหรัฐอีกครั้ง เนื่องจากปัจจุบันจีนใช้นโยบายซื้อน้ำมันจากอิหร่าน และเวเนซุเอลาด้วยเงินหยวน ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่นอกระบบปิโตรดอลลาร์ของสหรัฐ

หากจีนไม่มีทางเลือก และต้องกลับมาใช้เงินดอลลาร์สหรัฐในการซื้อน้ำมัน เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าอีกครั้ง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ตลาดกำลังถกเถียง และคาดเดากันอย่างกว้างขวาง โดยถือเป็นทิศทางที่สหรัฐต้องการ อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าสหรัฐจะเดินหน้าไปถึงขั้นยับยั้งการส่งออกน้ำมันอิหร่านไปจีนหรือไม่

เร่ง “ปรับตัว-เจรจาคู่ค้า” เพิ่มความยืดหยุ่น     

นายธนากร กล่าวว่า ในส่วนของภาคผู้ส่งออก มองว่าจำเป็นต้องปรับตัวมากขึ้นท่ามกลางความผันผวนของค่าเงิน โดยขณะนี้ผู้ประกอบการอยู่ระหว่างประเมินว่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะยังคงอ่อนค่าต่อเนื่องหรือไม่ หากเกิดสถานการณ์ดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในวงกว้าง เนื่องจากเงินดอลลาร์อาจไหลออกจากตลาด 

ทั้งนี้ผู้ส่งออก ควรเร่งเจรจากับคู่ค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะการพิจารณาฐานค่าเงินของประเทศคู่ค้า หากเป็นประเทศที่มีค่าเงินแข็งค่าใกล้เคียงกับไทย โอกาสในการถูกกดดันให้ลดราคาสินค้าจะน้อยลง แต่หากเป็นประเทศที่ค่าเงินแข็งเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ผู้ส่งออกไทยอาจมีโอกาสเจรจาปรับราคาสินค้าขึ้นได้

นอกจากนี้ ผู้ส่งออกควรประเมินอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และเงินบาทอย่างรอบคอบ เพื่อปรับสมดุลด้านราคาให้เหมาะสม อีกแนวทางหนึ่งคือ การใช้กลไก “ค่าเซอร์ชาร์จ” (Surcharge) โดยกำหนดเป็นตัวเลขกลมเพื่อบวกเพิ่มในราคาสินค้าในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าอย่างมาก และสามารถยกเลิกหรือปรับลดได้เมื่อทิศทางค่าเงินเปลี่ยนไป

ทั้งนี้ การใช้มาตรการดังกล่าวสามารถตกลงร่วมกับคู่ค้าเป็นรายช่วงเวลา เช่น ทบทวนทุก 3 หรือ 6 เดือน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับภาคการส่งออกในภาวะที่ตลาดการเงินโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์