เจาะวงเสวนาเปิดแผลลึกเศรษฐกิจไทย เอกชนโอด “ทุนเทา” ครองสัดส่วนเกือบ 50% ของจีดีพี ซ้ำเติมระบบผูกขาด ด้าน 5 พรรคการเมืองผนึกกำลังกางพิมพ์เขียวปฏิรูป ชูโมเดล “แขวนกฎหมาย-แก้เครดิตบูโร-ขจัดทุนครอบงำรัฐ”
วันที่ 20 ม.ค.2569 เวทีเสวนา "เวทีฟังเสียงประชาชน ประเทศไร้ทิศ เศรษฐกิจไร้ทาง" ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ร่วมกับสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สภาเอสเอ็มอี และสมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย ได้ร่วมกันสะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย และวิกฤติที่ถูกซุกอยู่อยู่ใต้พรมมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เรื่องทุนเทา เงินทุนไหลออก และทุนผูกขาด ที่ส่งผลให้ผู้ประกอบรายย่อยล้มหายตายจากไป
เปิดโปง “ทุนเทา” 48.7% GDP
นายสุปรีย์ ทองเพชร ตัวแทนจากสภาเอสเอ็มอี เปิดเผยว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน แต่คือภัยคุกคามจาก "ทุนเทา" หรือเศรษฐกิจนอกระบบที่มีขนาดมหึมาถึง 48.7% ของ GDP ซึ่งกลุ่มทุนเหล่านี้ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายผ่านนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ทำให้มีต้นทุนต่ำกว่าผู้ประกอบการไทยในระบบอย่างมีนัยสำคัญ นำไปสู่การทุ่มตลาดขายตัดราคาจน SME ไทยไม่สามารถแข่งขันได้ มิหนำซ้ำเมื่อผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง ทุนเทาเหล่านี้ยังผันตัวมาเป็นเจ้าหนี้นอกระบบ ปล่อยกู้เพื่อดึง SME ให้ติดอยู่ในกับดักหนี้สินที่ไม่จบสิ้น
ประเด็นสำคัญที่เปรียบเสมือนการกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด คือเรื่อง "เครดิตเทอม" (Credit Term) หรือระยะเวลาการจ่ายเงินค่าสินค้าที่นายสุปรีย์ระบุว่า ประเทศไทยมีระยะเวลาที่ยาวนานผิดปกติที่สุดในอาเซียน โดยบางรายต้องรอถึง 240 วันหรือข้ามปี ซึ่งกลไกนี้เอื้อประโยชน์ให้ทุนใหญ่ดึงเงินสดไว้หมุนเวียนสร้างกำไรเสมือนได้เงินกู้ดอกเบี้ย 0% จากคู่ค้า
ในขณะที่ภาระดอกเบี้ยถูกผลักไปที่ SME ซึ่งต้องวิ่งหาเงินกู้หรือนำใบวางบิลไปขายลดเพื่อประคองธุรกิจ นอกจากนี้ ภาครัฐเองกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วยกระบวนการตรวจรับและเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า ซ้ำเติมปัญหาสภาพคล่องของผู้รับเหมารายเล็กให้วิกฤตหนักยิ่งขึ้น
ทุนผูกขาดบีบคนตัวเล็ก
นายอุดมธิปก ไพรเกษตร ตัวแทนจากสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า “คนตัวเล็ก” หรือผู้ประกอบการรายจิ๋ว (Micro SMEs) ในปัจจุบันยังไม่ถูกนิยามถึงอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ “ขายแรง ขายเวลา และขายสมอง” เช่น นักดนตรีกลางคืน ฟรีแลนซ์ หรือคนขับแท็กซี่ ซึ่งคนกลุ่มนี้คือฟันเฟืองสำคัญที่มักตกสำรวจจากฐานข้อมูลรัฐ
ขณะเดียวกัน การรุกคืบของกลุ่มทุนขนาดใหญ่และแพลตฟอร์มออนไลน์จากต่างประเทศที่เข้ามานั้น แม้จะให้ความสะดวกสบายในช่วงแรก แต่หากบริโภคมากเกินไปจะกลายเป็นการเปิดช่องให้เกิดการผูกขาดที่ทำลายตลาดในระยะยาว
ซึ่งเห็นได้จากการล่มสลายของระบบยี่ปั๊วซาปั๊วเดิมที่เคยเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนให้ร้านโชห่วย เมื่อถูกแทนที่ด้วยโมเดิร์นเทรด ร้านเล็กๆ จึงขาดสภาพคล่อง ขณะที่แพลตฟอร์มออนไลน์ก็เริ่มบีบค่าธรรมเนียมสูงขึ้นและปล่อยให้สินค้าจีนไร้มาตรฐานเข้ามาทุ่มตลาด จนผู้ผลิตไทยไม่สามารถแข่งขันได้
“ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ส่งผลให้เม็ดเงินไม่หมุนเวียนกลับสู่ชุมชน แต่ถูกดูดซับออกไปสู่กระเป๋าของกลุ่มทุนใหญ่และแพลตฟอร์มต่างชาติ ทำให้กำลังซื้อในท้องถิ่นหดหายและผู้ประกอบการรายย่อยอยู่ไม่ได้”
นายสถาพน พัฒนะคูหา จากสมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย กล่าวถึงดัชนี Product Market Regulation (PMR) ของไทยที่สูงถึง 2.38 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม OECD สะท้อนถึงตลาดที่มีกำแพงกีดกันสูง ปิดกั้นนวัตกรรมและผู้เล่นหน้าใหม่
ขณะเดียวกัน ในสมรภูมิดิจิทัล ประเทศไทยยังตกอยู่ในสถานะฝ่ายตั้งรับ โดยข้อมูลจาก WTO ชี้ชัดว่าไทยเป็น Net Import ด้านบริการดิจิทัลมาโดยตลอด เงินทองรั่วไหลออกนอกประเทศผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติ ในขณะที่สินค้าไร้มาตรฐานราคาถูกจากจีนทะลักเข้ามาทำลายผู้ผลิตในประเทศ
5 พรรคการเมืองกางแผนรื้อระบบ
ท่ามกลางวิกฤตที่รุมเร้า ตัวแทนจาก 5 พรรคการเมืองได้ร่วมนำเสนอทางออก เริ่มจาก นายไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ จากพรรคไทยสร้างไทย ที่เสนอแนวคิด “แขวนกฎหมาย” ที่ล้าสมัยชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้เศรษฐกิจนอกระบบมูลค่าเกือบ 9 ล้านล้านบาทกลับเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง พร้อมเสนอตั้งกองทุน SME 2 แสนล้านบาทเพื่อเติมทุนให้ผู้ประกอบการ
ด้านพรรคประชาชน โดย นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล เน้นมาตรการเชิงรุกในการกำกับดูแล โดยเสนอให้รัฐใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเอกชนร้องเรียน พร้อมทั้งผลักดันกฎหมายให้แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบหากมีสินค้าผิดกฎหมายวางจำหน่าย และบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้ากับหน่วยงานรัฐอย่างเท่าเทียม
ขณะที่ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ชูโมเดลการใช้ “มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.)” เป็นเกราะป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ และเสนอเปลี่ยนระบบเครดิตบูโรจากบัญชีดำ (Blacklist) เป็นระบบคะแนน (Credit Score) เพื่อคืนโอกาสทางการเงินให้คนไทยกว่า 5 ล้านคน
ส่วน ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี จากพรรคพลังประชารัฐ มุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหา “State Capture” หรือการที่ทุนใหญ่ครอบงำนโยบายรัฐ โดยย้ำว่ารัฐต้องหยุดเป็นตัวการสร้างเงื่อนไขผูกขาดเสียเอง
ปิดท้ายด้วย นายวันวิวัฒน์ เกศวา จากพรรคเศรษฐกิจ ที่เสนอการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ซอยถี่ยิ่งขึ้น เริ่มต้นที่ 2-4% เพื่อจูงใจให้คนเข้าระบบ พร้อมแนะให้บูรณาการแอปพลิเคชันภาครัฐที่มีอยู่เดิมให้ใช้งานได้จริงแบบ One Stop Service





