ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงแนวคิดของทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยที่จะหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าโดยเสนอให้ ธปท.ใช้การกำหนด “เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน” (exchange rate targeting) แทน “กรอบเงินเฟ้อเป้าหมาย” (Inflation Targeting) เช่นเดียวกับบางประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์ใช้ว่า แนวคิดเรื่อง exchange rate targeting เป็นแนวคิดที่ไม่ใช่กระแสหลักในการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้นการประยุกต์ใช้ต้องตอบให้ได้ 2 อย่าง คือ
1.การใช้ exchange rate targeting ดีกว่า inflation targeting เพียงพอหรือไม่
และ 2. ธปท. เองมีความสามารถในการบริหารโดยใช้ Exchange Rate Targeting หรือไม่
โดยคำตอบแรกตนคิดว่ายังไม่ชัดเจนว่าการใช้ exchange rate targeting จะดีกว่า inflation targeting exchange rate targeting เพราะจะมุ่งปรับอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อสนับสนุนการเป็นประเทศที่เน้นเรื่องการค้าสูง หรือ “trading nations” ซึ่งในกรณีของประเทศ เช่น สิงคโปร์เป็นทั้งศูนย์กลางการค้า (trading hub) และศูนย์กลางการเงิน (financial hub) การใช้ exchange rate targeting จึงมีความเหมาะสมซึ่งแตกต่างจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
“เศรษฐกิจไทยไม่เหมาะกับการใช้ exchange rate targeting เพราะอย่างมากเราก็เป็น trading nations ในระดับภูมิภาค ซึ่งก็ยังไม่ได้เต็มที่ เช่น เมียนมายังมีสงครามกลางเมือง ส่วนกรณีข้อพิพาทไทยกัมพูชาก็ยังดำเนินการอยู่ ส่วนการขนส่งสินค้าทางเรือ การขนส่งเราก็ต้องขนไปต่อที่สิงคโปร์ จึงไม่มีสถานะแบบเดียวกัน ส่วนในเรื่อง financial hub ก็คล้ายคลึงกันที่เราไม่ใช่ศูนย์กลางการเงินของโลก”ดร.นณริฏ กล่าว
นักวิชาการอาวุโสทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การใช้ inflation targeting ของไทยที่ผ่านมาถือว่าทำงานได้ดี สามารถเป็นกลไกในการคุมเงินเฟ้อได้อยู่ ช่วยรองรับไม่ให้เกิดวิกฤติต่างๆ ที่ผ่านมาได้ดีพอสมควร แม้ว่าจะมีประเด็นเรื่องการกดเงินเฟ้อต่ำมากไปหรือเปล่าอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะปรับไปสู่ระบบอื่นๆ
เศรษฐกิจไทยไม่เข้มแข็งพอใช้เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน
ทั้งนี้แม้ว่าไทยอาจจะมีการส่งออก และนำเข้าสูง แต่เราก็ไม่ได้มีความเข้มแข็ง ไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์ เรียกได้ว่าความสามารถในการแข่งขันเรายังพึ่งพาต่างชาติอยู่มากพอสมควร ดังนั้นการปรับเป็น exchange rate targeting อาจจะมองได้ว่าเป็นความพยายามทำให้เกิดความได้เปรียบทางด้านราคา เช่น ปรับค่าเงินให้อ่อนหรือแข็งกว่าที่ควร แต่แนวคิดในลักษณะนี้มักจะมีความเสี่ยงจากการถูกโจมตีค่าเงิน และความเสี่ยงที่ค่าเงินที่บิดเบือนจะกลายเป็นแต้มต่อฉุดรั้งไม่ให้ธุรกิจปรับปรุงพัฒนาความสามารถในการผลิตซึ่งเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริง
ห่วงเกิดวิกฤติซ้ำรอยต้มยำกุ้ง
นอกจากนั้นการใช้ exchange rate targeting ยังมีอีกจุดอ่อนสำคัญคือ มีงานวิจัยทั้งใน และต่างประเทศเกี่ยวกับ exchange rate targeting และองค์ความรู้ในการบริหารจัดการของ ธปท. ที่จำกัดมาก นั่นก็คือ ต้องมีการเรียนรู้อยู่พอสมควร และอาจจะต้องมีบทเรียนความล้มเหลวแรงๆ ครั้งหรือสองครั้ง ถึงจะเข้าที่เช่นในอดีตไทยก็เผชิญกับวิกฤติ 40
ชี้กรอบเงินเฟ้อ 1-3% ดูแลเงินเฟ้อได้ดี
เมื่อถามว่ากรณีที่ฝ่ายการเมืองให้ความเห็นว่าเงินอัตราเงินเฟ้อในความเป็นจริงนั้นต่ำกว่ากรอบที่วางไว้ เช่น ต่ำกว่ากรอบ 1-3% นักวิชาการอาวุโสทีดีอาร์ไอ กล่าวว่าในความเป็นจริงที่อัตราเงินเฟ้ออยู่นอกกรอบมาอย่างสม่ำเสมอจนเกิดคำถามถึงความเหมาะสม แต่การหลุดกรอบมักจะเป็นหลุดด้านล่าง หรือเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบ ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะจำกัดกว่าการหลุดกรอบด้านบน นอกจากนี้ การหลุดกรอบสามารถแก้ไขได้ภายใต้ framework เดิม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่
ขณะที่ในส่วนของ exchange rate targeting จะมีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อในประเทศอาจจะผันผวนมาก แม้ว่าค่าเงินบาทจะเสถียรขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความเป็นอยู่ภายในประเทศมาก เพราะว่าความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงกว่าภายใต้กรอบ inflation targeting เนื่องจากมี ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน (financial product) เข้ามาลดความเสี่ยง แต่ความผันผวนของดอกเบี้ยและเงินเฟ้อในประเทศจะสูงขึ้นแทน โดยหากเปลี่ยนมาใช้กรอบ exchange rate targeting จะไม่มีเครื่องมือทางการเงินที่มาช่วยลดความเสี่ยงได้ดีพอ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





