วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

อีอีซีจับมือธนาคารโลกเร่งความมั่นคงน้ำ รับประชากรเพิ่มเท่าตัวแตะ6ล้านคนปี80

อีอีซีจับมือธนาคารโลกเร่งความมั่นคงน้ำ  รับประชากรเพิ่มเท่าตัวแตะ6ล้านคนปี80

สกพอ. ประชุมพหุภาคีความมั่นคงด้านน้ำ (EEC Water MSP) ร่วมธนาคารโลกและภาคเอกชน เพื่อบริหารจัดการน้ำพื้นที่อีอีซีอย่างยั่งยืน เปิดแนวทาง 3 มิติสำคัญ ทั้งหาน้ำต้นทุน ,การใช้น้ำอย่างมีประสิทภาพและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่

 จากข้อมูลของสํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ระบุว่า นอกจากพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออ หรือ อีอีซี  ประกอบด้วย 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง มีแผนพัฒนาการลงทุนหลากหลาย เช่น รถไฟความเร็วสูง เมืองการบินอู่ตะเภา ท่าเรือ เขตส่งเสริมอุตสาหกรรม 21 เขต การส่งเสริมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมเดิม และการเกษตรกรรม ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าจะมีจํานวนประชากรเพิ่มจากปัจจุบัน 3 ล้านคน เป็น 6 ล้านคนในปี 2580

ดังนั้นการจัดการทรัพยากร “น้ำ” จึงต้องมีแนวทางที่รอบด้าน มีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพราะน้ำสามารถให้คุณประโยชน์ทางเศรษฐกิิจ การดำเนินชีวิต หรือแม้แต่สันทนากรได้ แต่ในขณะเดียวกัน น้ำก็อาจทำให้เศรษฐกิจพังได้ในพริบตาดังที่เกิดขึ้นมาแล้วในหลายพื้นที่ 

ธนาคารโลกหนุนด้านเทคนิคและวิชาการ

เมื่อเร็วๆนี้มีการประชุมคณะทำงานความร่วมมือพหุภาคีความมั่นคงด้านน้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC Water Multi-Stakeholder Platform: EEC Water MSP) ครั้งที่ 1/2569 ประกอบด้วย สกพอ. และธนาคารโลก (World Bank) ร่วมกันเป็นประธานโดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 32 หน่วยงาน โดยมีธนาคารโลก (World Bank) สนับสนุนการดำเนินงานทางด้านเทคนิคและวิชาการ

การประชุมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่อีอีซีในระยะยาว ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมจากทุกภาคส่วน พร้อมผลักดันความร่วมมือเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการรับมือกับความท้าทายด้านน้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เปิดแนวทาง 3มิติจัดการน้ำพื้นที่อีอีซี

โดยขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของพื้นที่อีอีซีใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.การจัดหาน้ำต้นทุน (Bulk Water Supply) 2.การบริหารจัดการความต้องการใช้น้ำและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Demand Management and Efficiency) และ 3.การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Wastewater Treatment and Reuse)

นายจุฬา สุขมานพ ในฐานะประธานคณะทำงานฯ กล่าวว่า ความสำคัญของเวที EEC Water MSP ในฐานะกลไกกลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีการพัฒนา เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางและโครงการนำร่องด้านการบริหารจัดการน้ำที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในพื้นที่อีอีซี

“สำหรับการประชุมคณะทำงานฯ EEC Water MSP ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของอีอีซีสู่มาตรฐานสากล และเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุน และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว”

แผนน้ำ 3 ระยะ20ปีในพื้นที่อีอีซี

   ข้อมูลสำนักงานทรัพยากรน้ำ (สทนช.)ระบุว่า  กิจกรรมการใช้น้ำที่ต้องวิเคราะห์ความต้องการ ประกอบด้วย น้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อภาคการผลิต ไม่ว่าภาคเกษตรกรรมหรือภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และผลักดันน้ำเค็ม กรอบเวลากําหนดไว้ 20 ปี โดยใช้ พ.ศ. 2560 เป็นปีฐาน ระยะต่อไปเป็นปี 2570 และ 2580 ตามลําดับ 

ผลการวิเคราะห์ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ 3 จังหวัด อีอีซีทุกกิจกรรมปี 2560 จํานวน 2,404.91 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มเป็น 2,777.68 ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี 2570 และ 2,977.55 ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี 2580 ในช่วง 10 ปีแรก (พ.ศ.2570) ความต้องการใช้น้ำในทุกกิจกรรมเพิ่มขึ้นจากปีฐาน 372.77 ล้าน ลูกบาศก์เมตร และ 10 ปีที่สอง (พ.ศ.2580) เพิ่มขึ้นจากช่วง 10 ปีแรก 199.87 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมความต้องการใช้น้ำเพิ่มจากปี 2560 จํานวน 572.64 ล้านลูกบาศก์เมตร

สทนช.เปิด 7 มารตรการน้ำในพื้นที่

สทนช.วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำและจัดหาน้ำด้วย 7 มาตรการ ได้แก่ 1.ปรับปรุงเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม 2.พัฒนาอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่ อีอีซีและนอกอีอีซี3.พัฒนาระบบผันน้ำเชื่อมโยงแหล่งน้ำ 4.พัฒนาแหล่งน้ำสํารองภาคเอกชน 5.พัฒนาน้ำบาดาลสําหรับภาคอุตสาหกรรมและเสริมในพื้นที่ขาดแคลน 6.ใช้เทคโนโลยีใหม่ อาทิ การผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล และนําน้ำเสียที่ผ่านการบําบัดมาใช้ประโยชน์ 7.การจัดการด้าน Demand Side ได้แก่ การเสริมประสิทธิภาพการใช้น้ำ การลดน้ำสูญเสีย การปรับ ระบบการเพาะปลูกให้เหมาะสม              สำหรับมาตรการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิมที่ได้ลงมือไปแล้ว ได้แก่ การเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่าง เก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล หรือที่กําลังดําเนินการคืออ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร เป็นต้น ส่วนการเพิ่มอ่างเก็บน้ำในพื้นที่อีอีซี กระทำได้ค่อนข้างจํากัด ดังนั้น จึงมุ่งไปที่การพัฒนาแหล่งน้ำ นอกพื้นที่อีอีซีโดยเฉพาะลุ่มน้ําวังโตนด จ.จันทบุรี ซึ่งดําเนินการทะยอยก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง ได้แก่ อ่างฯ คลองประแกด ความจุ 60.26 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างฯ คลองพวาใหญ่ ความจุ 68.10 ล้านลูกบาศก์ เมตร อ่างฯ คลองหางแมว 80 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างฯ คลองวังโตนด 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร รวม ความจุ 308 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำส่วนเกินจากลุ่มน้ำวังโตนดในฤดูฝน เดิมคาดว่าผันมาเก็บกักที่อ่างฯ ประแสร์ได้ 60-70 ล้าน ลูกบาศก์เมตร/ปี เพื่อผันต่อไปพื้นที่อีอีซี โดยระบบท่อ

ผลจัดการจริงได้น้อยกว่าแผนที่ตั้งไว้

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์สมดุลน้ำพบว่า ผันได้เฉลี่ย 56 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปีเท่านั้น เช่นเดียวกับ ระบบผันน้ำในพื้นที่อีอีซีในปัจจุบัน ได้แก่ ระบบท่อผันน้ำคลองพระองค์ไชยานุชิต-อ่าง ฯ บางพระ ศักยภาพ 70 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี ระบบท่อผันน้ำแม่น้ำบางปะกง-อ่างฯ บางพระ 50 ล้าน ลูกบาศก์เมตร/ปี ระบบท่อผันน้ำอ่างฯ ประแสร์-อ่างฯ หนองปลาไหล 70 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี ระบบท่อผัน น้ำอ่างฯ ประแสร์-อ่างฯ คลองใหญ่ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี ระบบท่อผันน้ำอ่างฯ ดอกกราย-อ่างฯ หนอง ปลาไหล 40 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี ระบบท่อผันน้ำอ่างฯ คลองใหญ่-อ่างฯ หนองปลาไหล 20 ล้านลูกบาศก์ เมตรต่อปี

รวมแล้วการผันน้ำทั้งระบบเท่ากับ 330 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี แต่จากการวิเคราะห์สมดุลน้ำพบว่า สามารถผันได้จริงเฉลี่ย 254 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปีเท่านั้น ซึ่งยังมีอีกหลายโครงการที่เป็นโครงการผันน้ำจากนอกพื้นที่ โดยกรมชลประทานได้วางโครงการผันน้ำภายในปี 2570 อาทิ ระบบท่อผันน้ำอ่างฯ ประแสร์-อ่างฯ หนองค้อ-อ่างฯ บางพระ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี เป็นต้น

อีอีซีจับมือธนาคารโลกเร่งความมั่นคงน้ำ  รับประชากรเพิ่มเท่าตัวแตะ6ล้านคนปี80