เกษตรถกแก้ปัญหาน้ำนมโคส่วนเกิน 181 ตันต่อวัน ช่วงฤดูกาลผลิตสูงสุด ได้ข้อสรุปให้อ.ส.ค. รับซื้อ 108 ตันต่อวันเเละเอกชนนำไปแปรรูป 73.713 ตันต่อวัน
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการน้ำนมโคที่ไม่มีแหล่งจำหน่าย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กรมปศุสัตว์ และภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกินที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูกาลผลิตสูงสุด ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมนมโค
นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า ปัญหาน้ำนมดิบที่ไม่มีแหล่งจำหน่าย เป็นปัญหาที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ซึ่งเป็นผลจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นตามฤดูกาล ประกอบกับข้อจำกัดด้านตลาดและกำลังการรับซื้อ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแนวทางนำปริมาณน้ำนมส่วนเกินเข้าสู่ระบบ ทั้งในรูปแบบการรับซื้อเพิ่มเติม การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น รวมถึงการปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ทั้งนี้ จากข้อมูลสถานการณ์น้ำนมโคปัจจุบัน พบว่า มีน้ำนมโคคงเหลือที่ยังไม่มีคู่ค้าเข้ามารับซื้อตามบันทึกข้อตกลง (MOU)การซื้อขายน้ำนมโค ปี 2568/2569 รวม 181.713 ตันต่อวัน ลดลง 23.439 ตันต่อวัน จากเมื่อครั้งประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568 เนื่องจากได้รับความช่วยเหลือจากสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทยในการช่วยรับซื้อ รวมทั้งผลจากการหารือในครั้งนี้ อ.ส.ค. จะช่วยรับซื้อน้ำนมดิบในปริมาณ 108 ตันต่อวัน ส่วนที่เหลืออีก 73.713 ตันต่อวัน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนมภาคเอกชนมีความยินดีรับซื้อเพื่อนำไปแปรรูปเป็นนมผงเต็มมันเนยต่อไป
“ได้ย้ำให้ทุกภาคส่วนร่วมกันหาแนวทางและช่องทางการจำหน่ายรองรับผลิตภัณฑ์จากน้ำนมโค โดยเฉพาะการแปรรูปน้ำนมดิบส่วนเกินไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายและมูลค่าสูง อาทิ นมผง ครีม หรือผลิตภัณฑ์นมพรีเมียมรูปแบบใหม่ โดยคำนึงถึงต้นทุน ราคาน้ำนมดิบ และความเหมาะสมของตลาดเป็นสำคัญ พร้อมขอความร่วมมือจากภาคธุรกิจและภาคเอกชนในการสนับสนุนด้านช่องทางการตลาดและการกระจายสินค้า เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับหน่วยงานหรือผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง”
ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าหากทุกภาคส่วนร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ จะสามารถยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมนมโคของประเทศให้มีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ในระยะยาว
รายงานข่าวแจ้งว่า คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการกู้ยืมเงินเบิกเกินบัญชีเพื่อสำรองเผื่อสภาพคล่องทางการเงิน (การกู้ยืมเงินเบิกเกินบัญชีฯ) ขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) โดยให้กระทรวงการคลัง (กค.) ค้ำประกัน จำนวน 400 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี เนื่องจากสถานการณ์ช่วงปี 2568 ที่ผ่านมายอดการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ประกอบกับต้นทุนด้านการผลิต มีการปรับตัวสูงขึ้น
อ.ส.ค. จึงจำเป็นต้องรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร ผู้เลี้ยงโคนมเพิ่มเติมเฉลี่ยวันละ 55 ตัน/วัน (จากเดิมวันละ 367 ตัน) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว อ.ส.ค. จึงมีผลประกอบการที่ขาดทุนมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง (เดือนต.ค.2567 –ก.ย. 2568 มีการดำเนินงานที่ขาดทุนสะสม เป็นจำนวน 403 ล้านบาท)
ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะได้บรรจุแผนการกู้ยืมเงินเบิกเกินบัญชีฯ วงเงิน 400 ล้านบาท ดังกล่าวไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แล้ว ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติ (30 กันยายน 2568) อนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะดังกล่าวด้วยแล้ว





