ข้อมูลจาก IEA :International Energy Agency หรือ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ ระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตเร็วที่สุดในโลก รองจากอินเดียเท่านั้น เป็นผลจากพลวัตทางเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของประชากร การขยายตัวของเมือง และการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น
หากประเทศต่างๆ ในภูมิภาคบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานระยะยาวของประเทศอย่างเต็มที่ ไฟฟ้าอาจคิดเป็นสัดส่วนถึง 45% ของการบริโภคพลังงานขั้นสุดท้ายทั้งหมดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในกลางศตวรรษ ซึ่งจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ดังที่ระบุไว้ในรายงานแนวโน้มพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2024 ของ IEA
ในขณะเดียวกัน การจัดหาพลังงานของภูมิภาคก็กำลังเปลี่ยนแปลงไป ตามรายงานแนวโน้มพลังงานอาเซียนฉบับที่ 8 การบรรลุเป้าหมายระดับชาติอย่างเต็มที่จะทำให้สัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในส่วนผสมของไฟฟ้าของภูมิภาคเพิ่มขึ้นจากต่ำกว่า 30% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นมากกว่า 70% ภายในปี 2050
โครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาครับดีมานด์อาเซียนโตไว
การจัดการการเปลี่ยนแปลงนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานการรักษาความมั่นคงด้านไฟฟ้าและความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าได้ด้วย ดังนั้น โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (The ASEAN Power Grid -APG) ซึ่งเป็นโครงการระดับภูมิภาคที่ริเริ่มขึ้นในปี 1999 มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าของประเทศต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างรวดเร็วของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของภูมิภาค
ด้วยการขยายการเชื่อมโยงข้ามพรมแดน APG ช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถแบ่งปันทรัพยากรที่หลากหลาย รักษาการจ่ายไฟที่เชื่อถือได้ และบูรณาการพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบที่แยกจากกัน ความสามารถเหล่านี้ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานโดยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และลดความเสี่ยงของประเทศต่างๆ ต่อความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและการหยุดชะงักของอุปทานในตลาดโลก
ลงนามแล้วลุยเฟส2 บูรณาการไฟฟ้า4ชาติ
APG ยังนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง เช่น การสร้างงานผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การปรับปรุงสุขภาพของประชาชนผ่านคุณภาพอากาศที่ดีขึ้น และการสนับสนุนการเติบโตทางอุตสาหกรรมด้วยไฟฟ้าที่เชื่อถือได้และราคาไม่แพง
เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2569 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (Electricité du Laos: EDL) และการไฟฟ้ามาเลเซีย (Tenaga Nasional Berhad: TNB) ร่วมลงนามสัญญา Energy Wheeling Agreement (EWA) ภายใต้โครงการบูรณาการพลังงานไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ระยะที่ 2 (Lao PDR-Thailand-Malaysia-Singapore Power Integration Project Phase 2: LTMS-PIP 2.0)
การลงนามครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จของโครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 1 สู่ระยะที่ 2 ซึ่งจะเพิ่มปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าจากเดิม 100 เมกะวัตต์ เป็นสูงสุดไม่เกิน 200 เมกะวัตต์ ครอบคลุมระยะเวลา 2 ปี เป็นการซื้อขายและจัดส่งไฟฟ้าที่ผลิตใน สปป.ลาว เพื่อส่งต่อไปยังสิงคโปร์ ผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศไทยและมาเลเซีย
เส้นทางส่งผ่านไฟฟ้าปลายทางสิงคโปร์
โดยมีเส้นทางการส่งผ่านพลังงาน 2 เส้นทาง ได้แก่ 1. การซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดจาก สปป.ลาว ไปยังสิงคโปร์ ปริมาณขั้นต่ำ 30 เมกะวัตต์ สูงสุดไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ และ 2. การซื้อขายไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ ซึ่งเมื่อรวมไฟฟ้าสะอาดจาก สปป.ลาว จะมีปริมาณสูงสุดไม่เกิน 200 เมกะวัตต์
นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยว่า ผลความสำเร็จจากความร่วมมือของ 4 ประเทศ ในการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนข้ามพรมแดนแบบพหุภาคี โครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 2 เป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อน ASEAN Power Grid (APG) สะท้อนความก้าวหน้าเชิงกลยุทธ์ด้านความร่วมมือพลังงานระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ยกระดับการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานในภูมิภาค ซึ่งจะเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว เพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้า และรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของอาเซียนในอนาคต โดย กฟผ. พร้อมเดินหน้าภารกิจส่งผ่านไฟฟ้าจาก สปป. ลาว ไปยังสิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนอย่างไร้รอยต่อ และผลักดันการพัฒนาระบบไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่เชื่อมโยงกันในระดับภูมิภาค
สปป.ลาว-มาเลเซียลุยต่อพลังงานสะอาด
ด้านนายสุกสะวัต โสสุพัน รองผู้อำนวยการ รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (EDL) กล่าวว่า EDL พร้อมสานต่อความสำเร็จของโครงการ LTMS-PIP ในฐานะผู้บุกเบิกการจัดหาพลังงานสะอาดให้แก่ภูมิภาคอาเซียน และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน ASEAN Power Grid ซึ่งโครงการนี้จะช่วยขยายการมีส่วนร่วมของประเทศต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาค
ขณะที่ดาโต๊ะ ไออาร์ เมอร์กัต จาลาลุดดิน เมอร์กัต ฮัสซัน ประธานเจ้าหน้าที่ด้านกำกับดูแลและการบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การไฟฟ้ามาเลเซีย (TNB) ระบุว่า TNB ในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญของ ASEAN Power Grid ยังคงมุ่งมั่นเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาค ควบคู่กับการเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พร้อมยกระดับความร่วมมือในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
โดย TNB พร้อมสนับสนุนและผลักดันนโยบายการดำเนินงานของกระทรวงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและปฏิรูปน้ำ มาเลเซีย (Ministry of Energy Transition and Water Transformation: PETRA) ในการพัฒนาโครงข่ายพลังงานอาเซียนที่เชื่อมถึงกันมากขึ้น มีความยืดหยุ่น และมีความมั่นคงในระยะยาว
กพช.เคาะค่าWheeling Chargeของไทย
รายงานข่าวแจ้งว่าเมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2568 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)เห็นชอบหลักการร่างสัญญา Energy Wheeling Agreement (EWA) LTMS-PIP Phase 2: อนุมัติอัตราค่าWheeling Chargeของไทย เท่ากับ 3.5879 US Cent/หน่วย สำหรับโครงการเชื่อมโยงไฟฟ้า4 ประเทศ (สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์)
สำหรับโครงการเชื่อมโยงไฟฟ้า 4 ประเทศ (ลาว ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์) อยู่ในโครงการบูรณาการด้านไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งที่ประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนได้เห็นชอบความร่วมมือ ฉบับที่ 6 ที่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของรัฐมนตรีพลังงานทั้ง 4 ประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนแบบพหุภาคีในภูมิภาคอาเซียน
ถือเป็นรากฐานสำคัญของการเชื่อมโยงโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน(ASEAN Power Grid:APG) สร้างความยืดหยุ่นของระบบโครงข่ายไฟฟ้า ช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานของอาเซียนผ่านการลงทุนและส่งเสริมศักยภาพพลังงานหมุนเวียน
โดยโครงการระยะแรก สปป.ลาวได้ขายไฟฟ้าไปยังสิงคโปร์ ผ่านสายส่งของไทยและมาเลเซีย ปริมาณสูงสุดที่ 100 เมกะวัตต์ และในระยะที่ 2 มาเลเซียจะขายไฟฟ้าเพิ่มเติมให้กับสิงคโปร์ ซึ่งจะเพิ่มปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าเป็น 200 เมกะวัตต์
สำหรับโครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในการสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมการผ่านสายส่งไฟฟ้า (Wheeling Charge) และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว





