วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

เทียบนโนบายเกษตร ‘เพื่อไทย – ประชาธิปัตย์’ ประกันกำไร 30% VS ประกันรายได้ฉบับปรับปรุง

เทียบนโนบายเกษตร ‘เพื่อไทย – ประชาธิปัตย์’  ประกันกำไร 30% VS ประกันรายได้ฉบับปรับปรุง

นโยบายด้านการเกษตรของพรรคการเมืองถือเป็นนโยบายที่น่าสนใจทุกครั้งเมื่อมีการเลือกตั้ง เนื่องจากประเทศไทยมีแรงงานจำนวนมากประมาณ 20 ล้านคนอยู่ในภาคเกษตร โดยที่ผ่านมานโยบายภาคเกษตรของพรรคการเมืองอยู่ภายใต้แนวคิด “จำนำ” หรือ “ประกัน” อย่างไรก็ตาม จากการติดตามนโยบายภาคเกษตรที่พรรคการเมืองหาเสียงในการเลือกตั้งปี 2569 พบว่ามีการปรับปรุงนโยบายใหม่ โดยไม่ใช่การ “จำนำสินค้าเกษตร” แต่มีการปรับปรุงรูปแบบของนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์และสถานะการคลังในปัจจุบัน

“กรุงเทพธุรกิจ” เปรียบเทียบนโยบายเกษตรของ 2 พรรคการเมืองได้แก่ “เพื่อไทย” และ “ประชาธิปัตย์” มีรายละเอียดดังนี้  

“พรรคเพื่อไทย” จากพรรคการเมืองที่เคยใช้นโยบายจำนำสินค้าเกษตร ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทยชูนโยบายใหม่ โดยใช้การประกันกำไรสินค้าเกษตร  โดยใช้ตัวเลขการประกันกำไรที่ 30% มากำหนดเป็นนโยบาย โดยระบุว่าเป็นนโยบายเกษตรที่จะพรรคต้องการสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพเกษตรกร และนโยบายนี้จะช่วยให้เกษตรกรทราบราคาผลผลิตล่วงหน้า และมั่นใจได้ว่าในทุกรอบการผลิตจะมีกำไรที่แน่นอน ไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะขาดทุน

พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย อธิบายแนวคิดของนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% โดยแนวคิดของนโยบายนี้มาจากตอนที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล สมัยที่นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการว่าในการอุดหนุนสินค้าเกษตรต้องเปลี่ยนการช่วยเหลือจากการให้เปล่าไร่ละ 1,000 หรือไร่ละ 500 บาท มาเปลี่ยนเป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุดมากขึ้นและสร้างเงื่อนไขให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้

เทียบนโนบายเกษตร ‘เพื่อไทย – ประชาธิปัตย์’  ประกันกำไร 30% VS ประกันรายได้ฉบับปรับปรุง

โดยโครงการประกันกำไร 30% จะมีกลไกสำคัญในการช่วยเหลือผ่านการให้เกษตรกรที่จะเข้าโครงการลงทะเบียนผ่านระบบดิจิทัล โดยเกษตรกรต้องลงทะเบียนเพื่อสร้างฐานข้อมูลว่าปลูกอะไร พื้นที่ไหน เพื่อให้รัฐจัดการโซนนิ่งและส่งเสริมเทคโนโลยีได้ตรงจุด

จากนั้นรัฐบาลจะให้การช่วยเหลือโดยสนับสนุนปุ๋ย และเมล็ดพันธุ์ ผ่านการให้คูปองโดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีการตรวจดิน และส่งผลตรวจผ่านแอปพลิเคชัน จากข้อมูลที่ได้รัฐบาลจะสนับสนุนการใช้ปุ๋ยสั่งตัดซึ่งช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกรได้ทันทีอย่างน้อย 50%

ส่วนการประกาศต้นทุนที่รัฐบาลจะบวกกำไรให้กับเกษตรกรขึ้นไป 30% นั้นจะมีการประกาศต้นทุนการผลิตตามความจริงในแต่ละจังหวัด และรับรองว่าเกษตรกรจะมีกำไรแน่นอน 30% เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กล้าใช้เทคโนโลยีและปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ๆโดยเกษตรกรไม่ต้องรับความเสี่ยง ซึ่งจะส่งผลต่อการปรับตัวของภาคเกษตรในระยะยาว เป้าหมายของเราคือการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรให้เป็นผู้ผลิตอาหารของโลก โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและข้อมูลมาเป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อให้คนไทยพ้นจากความยากจนอย่างยั่งยืน

“แนวทางนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีโบนัสคือมีกำไรที่เพิ่มขึ้นหากบริหารจัดการต้นทุนได้ดีกว่าค่าเฉลี่ย และเป็นการใช้งบประมาณที่คุ้มค่ากว่านโยบายในอดีต โดยจะมุ่งเน้นการเชื่อมโยงตลาดโลกผ่านนโยบาย Food Security เพื่อขายสินค้าในราคาพรีเมียม เช่น การเจรจากับสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ที่ต้องการให้ประเทศไทยในฐานะที่มีความมั่นคงทางอาหารมีการจัดตั้งคลังอาหารทางยุทธศาสตร์ และส่งออกสินค้าอาหารให้ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยอีกมาก”  พงศ์ศรัณย์ กล่าว

“พรรคประชาธิปัตย์”  นายกรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงนโยบายด้านการเกษตรของพรรคประชาธิปัตย์ ว่าภาคเกษตรถือว่าเป็นภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยพรรคมีเป้าหมายยกระดับภาคเกษตรไทยที่ติดหล่มการผลิตแบบเดิมมานานให้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักหนึ่งที่ช่วยผลักดัน GDP ประเทศสู่ 5% ภายใน 4 ปีที่เป็นรัฐบาล

โดยสิ่งสำคัญคือการยกระดับเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ โดยใช้นโยบาย “Business of Agriculture” โดยมีแผนปฏิรูปสหกรณ์ครั้งใหญ่ด้วยการออกกฎหมายควบรวมสหกรณ์ขนาดเล็กให้เป็นบริษัทขนาดใหญ่ตามโมเดลของประเทศญี่ปุ่น

เทียบนโนบายเกษตร ‘เพื่อไทย – ประชาธิปัตย์’  ประกันกำไร 30% VS ประกันรายได้ฉบับปรับปรุง

“เราจะเปลี่ยนจากระบบสหกรณ์ที่อ่อนแอ ให้กลายเป็นบริษัทที่มีสเกลการค้าขนาดใหญ่ โดยให้เกษตรกรทุกคนเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนผลผลิต” นายกรณ์กล่าว

โดยบริษัทนี้จะทำหน้าที่สร้างแบรนด์สินค้าเกษตรไทยสู่ระดับโลก และนำกำไรมาทำวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า เช่น การนำข้าวไปแปรรูปเป็นเครื่องสำอาง เพื่อสร้างกำไรกลับคืนสู่มือเกษตรกรโดยตรง นอกจากนี้ยังต้องกระจายความเสี่ยงไม่ให้พึ่งพาตลาดเดียว เช่น มะพร้าวน้ำหอมที่ปัจจุบันพึ่งพาตลาดจีนสูงถึง 80% จนถูกกดราคาก็ต้องมีการกระจายตลาดออกไปให้มากขึ้น

นายกรณ์กล่าวต่อว่าแนวทางที่สำคัญอีกอย่างของพรรคคือนโยบาย “ประกันรายได้ฉบับปรับปรุง” โดยหากเป็นรัฐบาลจะปรับเปลี่ยนกลไกการจ่ายเงิน 1,000 บาทต่อไร่ให้กับเกษตรกรทันทีในช่วงต้นฤดูกาล เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนไปซื้อปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์โดยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน

สำหรับการจัดการหนี้สินของเกษตรกรพรรคประชาธิปัตย์จะใช้ “กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร” เข้าไปซื้อหนี้จากสถาบันการเงินพร้อมหลักประกัน เพื่อหยุดดอกเบี้ยให้เกษตรกร แต่ยังคงให้ลูกหนี้ทยอยจ่ายเงินต้นเพื่อให้สามารถนำที่ดินทำกินคืนกลับมาได้เร็วขึ้น โดยในส่วนนี้ต้องมีงบประมาณในการฟื้นฟูภาคเกษตร ควบคู่ไปกับการพักหนี้ เพื่อให้เกษตรกรมีทุนในการสร้างอาชีพใหม่และฟื้นตัวได้อย่างจริงจัง

นอกจากนี้ในการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร พรรคได้เสนอนโยบาย “พันธบัตรป่าไม้” โดยออกพันธบัตรวงเงิน 20,000 ล้านบาท มุ่งเน้นให้เกษตรกรเปลี่ยนจากการปลูกพืชไร่ที่ให้ผลตอบแทนต่ำและสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม (PM 2.5) เช่น ข้าวโพด มาเป็นการปลูกป่าไม้เศรษฐกิจ เนื่องจากการปลูกไม้เศรษฐกิจต้องใช้เวลาเติบโตนานถึง 7-10 ปี รัฐจึงสามารถที่จะจ้างเกษตรกรดูแลป่าในระหว่างที่รอไม้โต ทำให้เกษตรกรมีรายได้ประจำเสมือนเป็นมนุษย์เงินเดือน และเมื่อไม้โตเต็มที่จนตัดขายได้ กำไรจากการขายจะตกเป็นของเกษตรกร รวมถึงโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มจากคาร์บอนเครดิตในอนาคตด้วย

นายกรณ์กล่าวด้วยว่านโยบายภาคเกษตรของพรรคที่จะส่งเสริมคือการเชื่อมโยงภาคเกษตรสู่อุตสาหกรรมอาหารพรีเมียมเช่น อุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่าง อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ที่การส่งออกเติบโตสูงถึง 20% ต่อปี ซึ่งไทยมีความได้เปรียบเพราะมีภาคเกษตรเป็นต้นน้ำในการส่งวัตถุดิบคุณภาพดี

“ถ้าพูดถึงอาหารจากประเทศไทย คนทั่วโลกพร้อมเชื่อมั่นว่าเป็นของดีมีคุณภาพ นี่คือ Brand Power ที่จะช่วยดึงราคาพืชผลเกษตรของไทยให้สูงขึ้นอย่างเป็นระบบ” นายกรณ์กล่าว

ต้องจับตามองว่าหลังจากนี้นโยบายเกษตรของรัฐบาลใหม่จะเป็นอย่างไร จะมีส่วนใดเหมือนกับนโยบายของพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ หลังเลือกตั้งคงจะได้คำตอบในส่วนนี้