เศรษฐกิจไทยถึงเวลาปรับโครงสร้าง หลังจีดีพีเฉลี่ยโตต่ำ “เอกนิติ” ลุ้นปลดล็อกลงทุนบีโอไอ 4.8 แสนล้าน ดันจีดีพีปีนี้โตมากกว่า 1.5% เล็งเปิดช่องแรงงานทักษะสูงทำงานในไทย ธปท.ชี้ภาพเศรษฐกิจปี 69 เผชิญมรสุมรอบด้าน ลดเป้าจีดีพีเหลือ 1.5% หลังส่งออกทรุด-งบรัฐล่าช้า ชี้เศรษฐกิจปีนี้ต้องหวังพึ่งภาคเอกชนทั้งการบริโภค และการลงทุน
“กรุงเทพธุรกิจ” จัดงาน CEO Day 2025 เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2569 เพื่อมอบรางวัล CEO Awards 2025 ให้กับนักธุรกิจรวม 5 รางวัล พร้อมทั้งมีการเสวนาหัวข้อ Economic Outlook 2026 : Fiscal & Financial Strategies for Economic Revival ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ต้องยอมรับศักยภาพการเติบโตของไทยลดลงต่อเนื่อง จากที่เคยเติบโตได้ถึง 5% ในช่วงหลังปี 2540 ลดลงมาเหลือเพียง 2.7% ในปัจจุบัน และอาจมีอัตราการเติบโตจริงของ GDP ในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1.5% เท่านั้น ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยการแก้ไขอย่างจริงจัง
“เศรษฐกิจไทยวันนี้ เปรียบเสมือน เครื่องยนต์เก่า คนขับแก่ เทคโนโลยีเดิม และกฎระเบียบที่มากเกินไปทำเหมือนเผชิญปัญหารถติดอยู่ตลอดเวลา" นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า การที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจกลับไปเติบโตที่ระดับ 4-5% ได้นั้นไทยต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโดยรวมให้กลับไปใกล้เคียงอดีตที่ระดับ 40% ของ GDP ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียง 23%
ขณะนี้มีโครงการที่รอการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 480,000 ล้านบาท ซึ่งหากสามารถปลดล็อกผ่านโครงการที่รัฐบาลได้มีการตั้งไว้คือโครงการ BOI Fast Track ได้ จะช่วยให้เศรษฐกิจปีนี้เติบโตได้มากกว่า 1.5% อย่างแน่นอน
สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ (New S-Curve) ประกอบด้วยการเกษตรสมัยใหม่ (Smart Agriculture) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ระบบ Automation, Data Center เพื่อเป็นฐานของ AI, และอุตสาหกรรม Wellness และการแพทย์ครบวงจร, โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย และดึง SMEs เข้าสู่ซัพพลายเชน
นายเอกนิติ กล่าวว่า อนาคตไทยต้องแก้ปัญหาสังคมสูงวัยที่เปรียบเสมือน "คนขับแก่ ด้วยการทำนโยบาย Skill Bridge และดึงชาวต่างชาติที่เป็น Talent ต่างชาติด้านทรัพยากรมนุษย์ โดยโครงการ “Skill Bridge” เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทักษะแรงงานกับความต้องการของภาคธุรกิจ โดยเน้นการ Reskill และ Upskill แรงงานทุกกลุ่ม รวมถึงผู้สูงอายุวัย 60 ปี ให้มีทักษะใหม่ที่ตลาดต้องการ
นอกจากนี้ เตรียมใช้กลไกทางกฎหมายตาม มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.แรงงาน เพื่อมอบสิทธิพิเศษในการดึงตัวแรงงานทักษะสูง (Skill Labor) หรือผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศมาทำงานในไทยได้ง่ายขึ้น เพื่อแก้ปัญหาประชากรวัยแรงงานลดลง และเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ
เร่งลงทุนพลังงานหมุนเวียน
นายเอกนิติ กล่าววว่า ต้องเร่งผลักดันให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด โดยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติเรียกร้อง ซึ่งต้องเร่งปลดล็อกให้ซื้อขายไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง และเสนอใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund - TFF) เป็นกลไกระดมทุนเพื่อลงทุนระบบสายส่ง และโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ เพื่อไม่ให้เป็นภาระหนี้สาธารณะ
สำหรับการแก้ปัญหากฎหมายที่เป็นอุปสรรคจะใช้แนวทาง Fast Track เพื่อปลดล็อกปัญหาระยะสั้น ก่อนส่งต่อให้แก้กฎหมายถาวรเพื่อให้การทำธุรกิจคล่องตัว โดยย้ำว่าความสำเร็จในการยกระดับประเทศต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมามีความสามารถในการแข่งขันอีกครั้ง
“วันนี้ไทยต้องช่วยกันทุกด้าน ที่ผ่านมา 3 เดือนที่ทำงานอาศัยความร่วมมือจึงเคลื่อนต่อไปได้ โครงการ Quick Big Win นั้นผ่านไปกว่า 99% เหลือแค่เรื่อง TISA ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการทางภาษี ผมขอย้ำกับภาคเอกชนว่าตอนนี้เราต้องเคลื่อนประเทศ ด้วยกันที่จะไปมีความร่วมมือกันทั้งรัฐ และเอกชน เพื่อให้ประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าได้” นายเอกนิติ กล่าว
คุมค่าเงินบาทไม่ซ้ำเติมเศรษฐกิจ
นายเอกนิติ กล่าวว่า สภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาเงินบาทแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการส่งออก และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยกระทรวงการคลังร่วมกับ ธปท.ได้มีการดำเนินการเชิงรุกผ่านการปรับปรุงข้อกฎหมายเพื่อควบคุมต้นตอของความผันผวน โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ
ตนได้ลงนามแก้ไขประกาศกระทรวงการคลังเพื่อให้อำนาจผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินในการสั่งการให้ร้านทองรายงานธุรกรรมการซื้อขายต่อ ธปท.ได้ โดยการแก้ประกาศนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับดูแลธุรกรรมการเทรดทองคำผ่านแอปพลิเคชันที่มีผลกระทบต่อค่าเงินบาทโดยตรง
ปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก จากปัจจัยหลายเรื่องทั้งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ปัจจัยภายนอกอย่างการดำเนินนโยบายสหรัฐรวมถึงปัจจัยพิเศษอย่างธุรกรรมทองคำซึ่งซ้ำเติมสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่โตต่ำเพียง 1.5-2% ในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นที่ 2.7%
“เราถึงคุยกันว่า ต้องทำทุกวิถีทางทั้งเครื่องมือการเงิน และการคลังเพื่อดูแลค่าเงินบาท ยังไงก็แล้วแต่หากค่าบาทแข็งเกินศักยภาพจะยิ่งทำร้ายเศรษฐกิจไทย”
สกัดเส้นทางเงินป้องกันทุนสีเทา
นอกจากการคุมเข้มทองคำ ยังได้เป็นประธานคณะทำงาน “Connect the Dots” ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสมาคมธนาคารไทย เพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมาย
รวมทั้งเน้นการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่มักถูกใช้เป็นช่องทางของอาชญากร และแฮกเกอร์เคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลทางอ้อมต่อค่าเงินบาท
รวมทั้ง การติดตามทุนเทาซึ่งยอมรับว่าปัญหาเงินผิดปกติหรือทุนเทามีส่วนเกี่ยวข้องกับค่าเงินบาท โดยอาชญากรอาจนำดอลลาร์มาแลกเป็นบาทเพื่อฟอกเงินผ่านการซื้ออสังหาริมทรัพย์ รถหรู หรือทองคำโดยคณะทำงานได้มีการจัดตั้ง Data Bureau เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถเห็นเส้นทางเงินที่ผิดปกติได้ทันที แทนที่จะต่างคนต่างทำเหมือนในอดีต
ธปท.ชี้เศรษฐกิจปีนี้ต้องพึ่งเอกชน
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ภาพเศรษฐกิจไทยเป็นปีที่เศรษฐกิจต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายใน และภายนอกประเทศ ทำให้การประเมินลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดย ธปท.คาดจีดีพีปีนี้ อยู่ที่ 1.5% ซึ่งอยู่ระดับต่ำเมื่อเทียบศักยภาพ และความจำเป็นของเศรษฐกิจไทยระยะยาว
หนึ่งในปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญคือ ภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าจากสหรัฐชัดเจนขึ้นปีนี้
นอกจากนี้มิติภาครัฐมีความล่าช้าจัดทำ และเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีจากการจัดการเลือกตั้งที่จะกระทบจีดีพี 1.5%
ดังนั้น จีดีพีปีนี้จะพึ่งพาภาคเอกชนเป็นหลัก ทั้งในด้านการบริโภค และการลงทุน ขณะที่บทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนจีดีพี จะมีค่อนข้างจำกัด และอาจใกล้เคียงกับศูนย์ในเชิงผลกระทบทางเศรษฐกิจ
ห่วงภาคการบริโภคเริ่มอ่อนแรง
ส่วนการบริโภคภาคเอกชน แม้ยังเป็นแรงพยุงสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เครื่องยนต์อื่นอ่อนแรง แต่ยอมรับว่าแนวโน้มการเติบโตของการบริโภคกำลังชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เคยขยายตัวระดับ 4-5% ต่อปี ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 3% และคาดการณ์ว่าปีนี้ การบริโภคภาคเอกชนอาจขยายตัวเพียง 1.9% สะท้อนถึงกำลังซื้อประชาชนเริ่มอ่อนแรงลงจากภาระหนี้ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ แม้ปีนี้จะมีการฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 35 ล้านคน ดังนั้นภาคท่องเที่ยวจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อมองในภาพรวมของระบบเศรษฐกิจแล้ว ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการอ่อนแรงของเครื่องยนต์หลักอื่นๆ โดยเฉพาะภาคการส่งออก และการลงทุนภาครัฐ
“GDP เต็มศักยภาพเป็นการคำนวณจากการนำทรัพยากรทั้งหมดที่ประเทศมีอยู่มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน ทุน และเทคโนโลยีในระดับปัจจุบัน แต่ข้อมูลที่สะท้อนออกมาถือว่าน่ากังวล เนื่องจากศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.7% เท่านั้น ลดลงอย่างต่อเนื่องจากในอดีตที่เคยอยู่ในระดับ 4% และ 3%”
ดังนั้น หากไทยต้องการให้ GDP เติบโตได้ใกล้เคียงหรือสูงกว่าระดับศักยภาพดังกล่าวต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มการลงทุนใหม่ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในภาคการผลิต และบริการ รวมถึงการยกระดับประสิทธิภาพแรงงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
3 ปัจจัยเงินบาทแข็งค่าเร็ว
ในประเด็นค่าเงินบาทแข็งค่า มีปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินบาทสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ
1.ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ
2.กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ทั้งในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ รวมถึงธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมาก
3.การเข้าแทรกแซงของ ธปท.เพื่อดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนรุนแรงเกินไป
ทั้งนี้ขอบเขตของการเข้าแทรกแซงตลาดค่าเงินมีข้อจำกัด เนื่องจากไทยมีข้อตกลงกับประเทศคู่ค้าสำคัญกว่า 20 ประเทศ รวมถึงสหรัฐ เกี่ยวกับการไม่แทรกแซงค่าเงินในลักษณะบิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวในทางการค้า และอาจนำไปสู่มาตรการทางภาษีได้ หากถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนค่าเงินโดยเจตนา
“เวลาที่เงินบาทแข็งค่าผิดปกติ เช่น เงินบาทแข็งค่าจากระดับ 31.8 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 31.4 บาท ภายในเวลาเพียง 3 วันทำการในช่วงปลายเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา เรา พบว่า แรงขายดอลลาร์ในช่วงเวลาดังกล่าวถึง 45% มาจากธุรกรรมทองคำ และในบางช่วงเวลา เช่น เดือนส.ค.สัดส่วนเพิ่มสูงถึง 62% สะท้อนถึงบทบาทของตลาดทองคำที่มีอิทธิพลต่อค่าเงินบาทอย่างมากในปัจจุบัน”
ดังนั้น เมื่อราคาทองคำในตลาดโลกสูงขึ้น ประชาชนจำนวนมากจะขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมี 15 แอปพลิเคชัน จากนั้นร้านทองจะนำทองคำที่รับซื้อมาขายต่อในตลาดโลกเพื่อรับเงินดอลลาร์ ก่อนนำดอลลาร์ดังกล่าวกลับมาขายเพื่อแลกเป็นเงินบาท
สำหรับกระบวนการนี้ก่อให้เกิดแรงขายดอลลาร์ในปริมาณมหาศาลในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และหากดูการเทรดทองคำในแต่ละวันพบว่ามากกว่าการซื้อขายในตลาดหุ้น ซึ่งทำให้ตลาดทองคำกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา
ธปท.ประสาน “คลัง” คุมเข้มเส้นทางเงิน
นายวิทัย กล่าวต่อว่า ธปท.ประสานงานกระทรวงการคลัง เพื่อขอขยายอำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อเข้าไปกำกับดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่ใช้เงินบาทเป็นสื่อกลาง โดย ธปท.ไม่เข้าไปกำกับดูแลธุรกิจทองคำทั้งระบบ แต่ดูแลเฉพาะธุรกรรมที่กระทบต่อการแลกเปลี่ยนเงินตรา เพื่อจำกัดความผันผวนของค่าเงินบาทจากการเก็งกำไร
นอกจากนี้ การตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติที่เกี่ยวกับประเด็นทุนเทา พบว่าการขายดอลลาร์ในปริมาณมากผิดปกติในไทย ซึ่งตรวจสอบพบว่า 50% ของธุรกรรมที่น่าสงสัยเกี่ยวข้องกับการซื้อขาย USDT และกว่า 40% ของผู้ขายเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องตั้งคำถามถึงที่มาของเงิน และเหตุผลในการเลือกทำธุรกรรมในประเทศไทย
ปัจจุบัน ธปท.จึงขยายบทบาทการตรวจสอบเส้นทางเงิน โดยอาศัยการตีความกฎหมายใหม่เพื่อใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วแต่ไม่เคยถูกนำมาใช้อย่างจริงจังมาก่อน นั่นคือ การติดตามเส้นทางเงินของธุรกรรมที่มีความผิดปกติ โดยจะกำหนดนิยามของธุรกรรมที่ต้องสงสัย และติดตามการเคลื่อนไหวของเงินในกรณีที่มีการขาย USDT หรือทองคำในปริมาณสูงผิดปกติ
นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ออกหนังสือขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ให้รายงานธุรกรรมการแลกเงินที่มีมูลค่าสูงหรือมีลักษณะผิดปกติเป็นรายวัน เพื่อควบคุมและติดตามการใช้เงินสดที่ไม่ทราบแหล่งที่มาอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
สำหรับนโยบายอัตราดอกเบี้ย ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ระดับ 1.25% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น
ขณะที่ประเทศอื่นส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 4-5% ซึ่งการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจะช่วยให้ลูกหนี้สามารถนำเงินที่ผ่อนชำระไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น และช่วยลดภาระหนี้ครัวเรือนในระยะยาว แต่ยอมรับว่าอีกด้านมีจำเป็นต้องรักษาช่องว่างดังกล่าวไว้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในอนาคต
สุดท้ายแล้วมองว่าบทบาทใหม่ ธปท.ไม่เพียงดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคหรือการใช้นโยบายดอกเบี้ยเท่านั้น แต่จะขยายบทบาทเข้าไปเป็น “ผู้นำ”ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ซึ่งสะท้อนผ่านค่านิยมองค์กร 4 คำ คือ “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” โดยเฉพาะในระยะหลัง จะให้น้ำหนักกับการ “ยื่นมือ” และ “ติดดิน” เพื่อเข้าไปใกล้ชิดกับปัญหาของประชาชน และภาคธุรกิจมากขึ้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





