วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

หวัง ‘เอกชน’ แรงหนุนเศรษฐกิจปี 69 พึ่งบริโภค-ลงทุน ‘ปลดล็อก’ บีโอไอ 4.8 แสนล้าน

หวัง ‘เอกชน’ แรงหนุนเศรษฐกิจปี 69 พึ่งบริโภค-ลงทุน ‘ปลดล็อก’ บีโอไอ 4.8 แสนล้าน

เศรษฐกิจไทยถึงเวลาปรับโครงสร้าง หลังจีดีพีเฉลี่ยโตต่ำ “เอกนิติ” ลุ้นปลดล็อกลงทุนบีโอไอ 4.8 แสนล้าน ดันจีดีพีปีนี้โตมากกว่า 1.5% เล็งเปิดช่องแรงงานทักษะสูงทำงานในไทย ธปท.ชี้ภาพเศรษฐกิจปี 69 เผชิญมรสุมรอบด้าน ลดเป้าจีดีพีเหลือ 1.5% หลังส่งออกทรุด-งบรัฐล่าช้า ชี้เศรษฐกิจปีนี้ต้องหวังพึ่งภาคเอกชนทั้งการบริโภค และการลงทุน

“กรุงเทพธุรกิจ” จัดงาน CEO Day 2025 เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2569 เพื่อมอบรางวัล CEO Awards 2025 ให้กับนักธุรกิจรวม 5 รางวัล พร้อมทั้งมีการเสวนาหัวข้อ Economic Outlook 2026 : Fiscal & Financial Strategies for Economic Revival ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ต้องยอมรับศักยภาพการเติบโตของไทยลดลงต่อเนื่อง จากที่เคยเติบโตได้ถึง 5% ในช่วงหลังปี 2540 ลดลงมาเหลือเพียง 2.7% ในปัจจุบัน และอาจมีอัตราการเติบโตจริงของ GDP ในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1.5% เท่านั้น ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยการแก้ไขอย่างจริงจัง

“เศรษฐกิจไทยวันนี้ เปรียบเสมือน เครื่องยนต์เก่า คนขับแก่ เทคโนโลยีเดิม และกฎระเบียบที่มากเกินไปทำเหมือนเผชิญปัญหารถติดอยู่ตลอดเวลา" นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า การที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจกลับไปเติบโตที่ระดับ 4-5% ได้นั้นไทยต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโดยรวมให้กลับไปใกล้เคียงอดีตที่ระดับ 40% ของ GDP ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียง 23% 

ขณะนี้มีโครงการที่รอการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 480,000 ล้านบาท ซึ่งหากสามารถปลดล็อกผ่านโครงการที่รัฐบาลได้มีการตั้งไว้คือโครงการ BOI Fast Track ได้ จะช่วยให้เศรษฐกิจปีนี้เติบโตได้มากกว่า 1.5% อย่างแน่นอน

สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ (New S-Curve) ประกอบด้วยการเกษตรสมัยใหม่ (Smart Agriculture) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ระบบ Automation, Data Center เพื่อเป็นฐานของ AI, และอุตสาหกรรม Wellness และการแพทย์ครบวงจร, โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย และดึง SMEs เข้าสู่ซัพพลายเชน

หวัง ‘เอกชน’ แรงหนุนเศรษฐกิจปี 69 พึ่งบริโภค-ลงทุน ‘ปลดล็อก’ บีโอไอ 4.8 แสนล้าน

นายเอกนิติ กล่าวว่า อนาคตไทยต้องแก้ปัญหาสังคมสูงวัยที่เปรียบเสมือน "คนขับแก่ ด้วยการทำนโยบาย Skill Bridge และดึงชาวต่างชาติที่เป็น Talent ต่างชาติด้านทรัพยากรมนุษย์ โดยโครงการ “Skill Bridge” เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทักษะแรงงานกับความต้องการของภาคธุรกิจ โดยเน้นการ Reskill และ Upskill แรงงานทุกกลุ่ม รวมถึงผู้สูงอายุวัย 60 ปี ให้มีทักษะใหม่ที่ตลาดต้องการ

นอกจากนี้ เตรียมใช้กลไกทางกฎหมายตาม มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.แรงงาน เพื่อมอบสิทธิพิเศษในการดึงตัวแรงงานทักษะสูง (Skill Labor) หรือผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศมาทำงานในไทยได้ง่ายขึ้น เพื่อแก้ปัญหาประชากรวัยแรงงานลดลง และเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ

เร่งลงทุนพลังงานหมุนเวียน

นายเอกนิติ กล่าววว่า ต้องเร่งผลักดันให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด โดยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติเรียกร้อง ซึ่งต้องเร่งปลดล็อกให้ซื้อขายไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง และเสนอใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund - TFF) เป็นกลไกระดมทุนเพื่อลงทุนระบบสายส่ง และโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ เพื่อไม่ให้เป็นภาระหนี้สาธารณะ

สำหรับการแก้ปัญหากฎหมายที่เป็นอุปสรรคจะใช้แนวทาง Fast Track เพื่อปลดล็อกปัญหาระยะสั้น ก่อนส่งต่อให้แก้กฎหมายถาวรเพื่อให้การทำธุรกิจคล่องตัว โดยย้ำว่าความสำเร็จในการยกระดับประเทศต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมามีความสามารถในการแข่งขันอีกครั้ง

“วันนี้ไทยต้องช่วยกันทุกด้าน ที่ผ่านมา 3 เดือนที่ทำงานอาศัยความร่วมมือจึงเคลื่อนต่อไปได้ โครงการ Quick Big Win นั้นผ่านไปกว่า 99% เหลือแค่เรื่อง TISA ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการทางภาษี ผมขอย้ำกับภาคเอกชนว่าตอนนี้เราต้องเคลื่อนประเทศ ด้วยกันที่จะไปมีความร่วมมือกันทั้งรัฐ และเอกชน เพื่อให้ประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าได้” นายเอกนิติ กล่าว

คุมค่าเงินบาทไม่ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

นายเอกนิติ กล่าวว่า สภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาเงินบาทแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการส่งออก และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยกระทรวงการคลังร่วมกับ ธปท.ได้มีการดำเนินการเชิงรุกผ่านการปรับปรุงข้อกฎหมายเพื่อควบคุมต้นตอของความผันผวน โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ

ตนได้ลงนามแก้ไขประกาศกระทรวงการคลังเพื่อให้อำนาจผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินในการสั่งการให้ร้านทองรายงานธุรกรรมการซื้อขายต่อ ธปท.ได้ โดยการแก้ประกาศนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับดูแลธุรกรรมการเทรดทองคำผ่านแอปพลิเคชันที่มีผลกระทบต่อค่าเงินบาทโดยตรง

ปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก จากปัจจัยหลายเรื่องทั้งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ปัจจัยภายนอกอย่างการดำเนินนโยบายสหรัฐรวมถึงปัจจัยพิเศษอย่างธุรกรรมทองคำซึ่งซ้ำเติมสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่โตต่ำเพียง 1.5-2% ในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นที่ 2.7%

“เราถึงคุยกันว่า ต้องทำทุกวิถีทางทั้งเครื่องมือการเงิน และการคลังเพื่อดูแลค่าเงินบาท ยังไงก็แล้วแต่หากค่าบาทแข็งเกินศักยภาพจะยิ่งทำร้ายเศรษฐกิจไทย”

สกัดเส้นทางเงินป้องกันทุนสีเทา

นอกจากการคุมเข้มทองคำ ยังได้เป็นประธานคณะทำงาน “Connect the Dots” ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสมาคมธนาคารไทย เพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมาย 

รวมทั้งเน้นการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่มักถูกใช้เป็นช่องทางของอาชญากร และแฮกเกอร์เคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลทางอ้อมต่อค่าเงินบาท

รวมทั้ง การติดตามทุนเทาซึ่งยอมรับว่าปัญหาเงินผิดปกติหรือทุนเทามีส่วนเกี่ยวข้องกับค่าเงินบาท โดยอาชญากรอาจนำดอลลาร์มาแลกเป็นบาทเพื่อฟอกเงินผ่านการซื้ออสังหาริมทรัพย์ รถหรู หรือทองคำโดยคณะทำงานได้มีการจัดตั้ง Data Bureau เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถเห็นเส้นทางเงินที่ผิดปกติได้ทันที แทนที่จะต่างคนต่างทำเหมือนในอดีต

หวัง ‘เอกชน’ แรงหนุนเศรษฐกิจปี 69 พึ่งบริโภค-ลงทุน ‘ปลดล็อก’ บีโอไอ 4.8 แสนล้าน

ธปท.ชี้เศรษฐกิจปีนี้ต้องพึ่งเอกชน

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ภาพเศรษฐกิจไทยเป็นปีที่เศรษฐกิจต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายใน และภายนอกประเทศ ทำให้การประเมินลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดย ธปท.คาดจีดีพีปีนี้ อยู่ที่ 1.5% ซึ่งอยู่ระดับต่ำเมื่อเทียบศักยภาพ และความจำเป็นของเศรษฐกิจไทยระยะยาว

หนึ่งในปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญคือ ภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าจากสหรัฐชัดเจนขึ้นปีนี้

นอกจากนี้มิติภาครัฐมีความล่าช้าจัดทำ และเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีจากการจัดการเลือกตั้งที่จะกระทบจีดีพี 1.5%

ดังนั้น จีดีพีปีนี้จะพึ่งพาภาคเอกชนเป็นหลัก ทั้งในด้านการบริโภค และการลงทุน ขณะที่บทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนจีดีพี จะมีค่อนข้างจำกัด และอาจใกล้เคียงกับศูนย์ในเชิงผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ห่วงภาคการบริโภคเริ่มอ่อนแรง

ส่วนการบริโภคภาคเอกชน แม้ยังเป็นแรงพยุงสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เครื่องยนต์อื่นอ่อนแรง แต่ยอมรับว่าแนวโน้มการเติบโตของการบริโภคกำลังชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เคยขยายตัวระดับ 4-5% ต่อปี ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 3% และคาดการณ์ว่าปีนี้ การบริโภคภาคเอกชนอาจขยายตัวเพียง 1.9% สะท้อนถึงกำลังซื้อประชาชนเริ่มอ่อนแรงลงจากภาระหนี้ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ แม้ปีนี้จะมีการฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 35 ล้านคน ดังนั้นภาคท่องเที่ยวจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อมองในภาพรวมของระบบเศรษฐกิจแล้ว ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการอ่อนแรงของเครื่องยนต์หลักอื่นๆ โดยเฉพาะภาคการส่งออก และการลงทุนภาครัฐ

“GDP เต็มศักยภาพเป็นการคำนวณจากการนำทรัพยากรทั้งหมดที่ประเทศมีอยู่มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน ทุน และเทคโนโลยีในระดับปัจจุบัน แต่ข้อมูลที่สะท้อนออกมาถือว่าน่ากังวล เนื่องจากศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.7% เท่านั้น ลดลงอย่างต่อเนื่องจากในอดีตที่เคยอยู่ในระดับ 4% และ 3%”

ดังนั้น หากไทยต้องการให้ GDP เติบโตได้ใกล้เคียงหรือสูงกว่าระดับศักยภาพดังกล่าวต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มการลงทุนใหม่ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในภาคการผลิต และบริการ รวมถึงการยกระดับประสิทธิภาพแรงงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

3 ปัจจัยเงินบาทแข็งค่าเร็ว

ในประเด็นค่าเงินบาทแข็งค่า มีปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินบาทสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 

1.ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ 

2.กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ทั้งในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ รวมถึงธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมาก 

3.การเข้าแทรกแซงของ ธปท.เพื่อดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนรุนแรงเกินไป

ทั้งนี้ขอบเขตของการเข้าแทรกแซงตลาดค่าเงินมีข้อจำกัด เนื่องจากไทยมีข้อตกลงกับประเทศคู่ค้าสำคัญกว่า 20 ประเทศ รวมถึงสหรัฐ เกี่ยวกับการไม่แทรกแซงค่าเงินในลักษณะบิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวในทางการค้า และอาจนำไปสู่มาตรการทางภาษีได้ หากถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนค่าเงินโดยเจตนา

“เวลาที่เงินบาทแข็งค่าผิดปกติ เช่น เงินบาทแข็งค่าจากระดับ 31.8 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 31.4 บาท ภายในเวลาเพียง 3 วันทำการในช่วงปลายเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา เรา พบว่า แรงขายดอลลาร์ในช่วงเวลาดังกล่าวถึง 45% มาจากธุรกรรมทองคำ และในบางช่วงเวลา เช่น เดือนส.ค.สัดส่วนเพิ่มสูงถึง 62% สะท้อนถึงบทบาทของตลาดทองคำที่มีอิทธิพลต่อค่าเงินบาทอย่างมากในปัจจุบัน”

ดังนั้น เมื่อราคาทองคำในตลาดโลกสูงขึ้น ประชาชนจำนวนมากจะขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมี 15 แอปพลิเคชัน จากนั้นร้านทองจะนำทองคำที่รับซื้อมาขายต่อในตลาดโลกเพื่อรับเงินดอลลาร์ ก่อนนำดอลลาร์ดังกล่าวกลับมาขายเพื่อแลกเป็นเงินบาท 

สำหรับกระบวนการนี้ก่อให้เกิดแรงขายดอลลาร์ในปริมาณมหาศาลในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และหากดูการเทรดทองคำในแต่ละวันพบว่ามากกว่าการซื้อขายในตลาดหุ้น ซึ่งทำให้ตลาดทองคำกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา

ธปท.ประสาน “คลัง” คุมเข้มเส้นทางเงิน

นายวิทัย กล่าวต่อว่า ธปท.ประสานงานกระทรวงการคลัง เพื่อขอขยายอำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อเข้าไปกำกับดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่ใช้เงินบาทเป็นสื่อกลาง โดย ธปท.ไม่เข้าไปกำกับดูแลธุรกิจทองคำทั้งระบบ แต่ดูแลเฉพาะธุรกรรมที่กระทบต่อการแลกเปลี่ยนเงินตรา เพื่อจำกัดความผันผวนของค่าเงินบาทจากการเก็งกำไร

นอกจากนี้ การตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติที่เกี่ยวกับประเด็นทุนเทา พบว่าการขายดอลลาร์ในปริมาณมากผิดปกติในไทย ซึ่งตรวจสอบพบว่า 50% ของธุรกรรมที่น่าสงสัยเกี่ยวข้องกับการซื้อขาย USDT และกว่า 40% ของผู้ขายเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องตั้งคำถามถึงที่มาของเงิน และเหตุผลในการเลือกทำธุรกรรมในประเทศไทย

ปัจจุบัน ธปท.จึงขยายบทบาทการตรวจสอบเส้นทางเงิน โดยอาศัยการตีความกฎหมายใหม่เพื่อใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วแต่ไม่เคยถูกนำมาใช้อย่างจริงจังมาก่อน นั่นคือ การติดตามเส้นทางเงินของธุรกรรมที่มีความผิดปกติ โดยจะกำหนดนิยามของธุรกรรมที่ต้องสงสัย และติดตามการเคลื่อนไหวของเงินในกรณีที่มีการขาย USDT หรือทองคำในปริมาณสูงผิดปกติ

นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ออกหนังสือขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ให้รายงานธุรกรรมการแลกเงินที่มีมูลค่าสูงหรือมีลักษณะผิดปกติเป็นรายวัน เพื่อควบคุมและติดตามการใช้เงินสดที่ไม่ทราบแหล่งที่มาอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

สำหรับนโยบายอัตราดอกเบี้ย ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ระดับ 1.25% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น 

ขณะที่ประเทศอื่นส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 4-5% ซึ่งการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจะช่วยให้ลูกหนี้สามารถนำเงินที่ผ่อนชำระไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น และช่วยลดภาระหนี้ครัวเรือนในระยะยาว แต่ยอมรับว่าอีกด้านมีจำเป็นต้องรักษาช่องว่างดังกล่าวไว้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในอนาคต

สุดท้ายแล้วมองว่าบทบาทใหม่ ธปท.ไม่เพียงดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคหรือการใช้นโยบายดอกเบี้ยเท่านั้น แต่จะขยายบทบาทเข้าไปเป็น “ผู้นำ”ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ซึ่งสะท้อนผ่านค่านิยมองค์กร 4 คำ คือ “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” โดยเฉพาะในระยะหลัง จะให้น้ำหนักกับการ “ยื่นมือ” และ “ติดดิน” เพื่อเข้าไปใกล้ชิดกับปัญหาของประชาชน และภาคธุรกิจมากขึ้น

หวัง ‘เอกชน’ แรงหนุนเศรษฐกิจปี 69 พึ่งบริโภค-ลงทุน ‘ปลดล็อก’ บีโอไอ 4.8 แสนล้าน

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์