ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าไม่สอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศถือเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากกระทบกับภาคการส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาที่ภาคเอกชนนำโดยสภาหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้สะท้อนปัญหามายังพรรคการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศให้หามาตรการช่วยแก้ไข
นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรีหนึ่งใน “คีย์แมน” คนสำคัญของทีมนโยบายเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า จากการที่พรรคเพื่อไทยได้หารือ และรับฟังเสียงสะท้อนของภาคเอกชนพบว่า ปัญหาใหญ่ในขณะนี้คือ อัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเงินบาทของประเทศไทยที่แข็งค่าเร็วเกินไป ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่าถือเป็นลำดับความสำคัญแรกๆ (Priority) ที่รัฐบาลภายใต้การนำของเพื่อไทยต้องเร่งดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้สำเร็จ
โดยอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยสามารถกลับมาเติบโตได้ตามศักยภาพที่ 5% ซึ่งเป็นเป้าหมายที่พรรคเพื่อไทยจะทำให้ได้หากเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในครั้งหน้า โดยที่ผ่านมาพรรคสามารถทำให้เศรษฐกิจในทุกไตรมาสขยายตัวในระดับ 3% มาแล้ว
ชี้บาทแข็งทำไทยเสียเปรียบคู่แข่ง
ทั้งนี้ ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย เห็นได้จากในช่วงเวลาเพียง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 7-8% ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม ค่าเงินอ่อนค่าลงประมาณ 3% ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาไปมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับคู่แข่ง แม้จะขายสินค้าชนิดเดียวกันก็ตาม โดยหากค่าเงินบาทอ่อนลง จะส่งผลดีต่อการส่งออก และการท่องเที่ยว ช่วยให้ผู้ประกอบการมีรายได้มากขึ้น และสามารถปรับค่าแรงเพิ่มขึ้นได้ รวมถึงรัฐบาลจะจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย
เล็งหารือแบงก์ชาติใช้ Exchange Rate Targeting
นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่าในการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่านั้นอาจจะต้องมีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้มีการใช้การกำหนดเป้าหมายนโยบายการเงินแบบใหม่จากเดิมที่ใช้ “กรอบเงินเฟ้อเป้าหมาย” (Inflation Targeting) มาเป็นการกำหนด "เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน" (Exchange Rate Targeting) เช่นเดียวกับบางประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์ใช้ดำเนินการอยู่เพราะที่ผ่านมา การที่เงินเฟ้อต่ำ และดอกเบี้ยนโยบายยังสูงทำให้ปริมาณเงินในระบบไม่ถึงมือประชาชนเท่าที่ควรเนื่องจากเงินไม่หมุนเวียนในระบบเท่าที่ควร
อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรีระดับค่าเงินบาทที่เหมาะสมนั้นที่ผ่านมาในมุมมองของนักวิชาการ และภาคส่วนต่างๆ ที่มองไว้อยู่ระดับ 35-38 บาทต่อดอลลาร์ แต่ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา การกำหนดเป้าหมายนโยบายทางการเงินแบบ Inflation Targeting ไว้เป็นรายปี หรือที่กำหนดไว้ที่กรอบ 1-3 % แต่พบว่าในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา เงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมายถึง 11 ปี ซึ่งที่ผ่านมาผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ทำหนังสือเปิดผนึกมาชี้แจงกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงการหลุดกรอบเป้าหมายของอัตราเงินเฟ้อ
“การที่เงินเฟ้อต่ำเกินไปสะท้อนว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไปไม่ถึงศักยภาพ (Potential Growth) ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ ธปท. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้สูง ทำให้ปริมาณเงินที่จะถึงมือประชาชนหายไปและไม่หมุนเวียนในระบบเท่าที่ควร ส่งผลให้ประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจนต้องกู้หนี้เพิ่ม เป็นที่มาของปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้นซึ่งปัญหานี้ต้องได้รับการแก้ไข เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โตถึง 5% ตามเป้าหมายที่วางไว้”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





