การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ.2569 หลายพรรคการเมืองวางเป้าหมายการเติบโตเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้นจากระดับที่ขยายตัวต่ำมากจนรั้งท้ายอาเซียน โดยพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ตั้งเป้าหมายการเติบโตของ GDP ใกล้เคียงกันที่ระดับ 5% ต่อปี
ขณะที่พรรคประชาชนตั้งเป้าหมาย GDP ขยายตัว 3.5% อย่างสม่ำเสมอ และพรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าหมายให้ GDP ขยายตัวอย่างน้อยปีละ 3% ขึ้นไป โดยแต่ละพรรคการเมืองได้นำเสนอนโยบาย และโมเดลแนวคิดที่เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมาย ดังนี้
“ภูมิใจไทย”เร่ง New S-Curve
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งถูกวางตัวในตำแหน่งเดิมของพรรคภูมิใจไทยอีกสมัย ระบุเป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพรรคอีก 4 ปีข้างหน้า จะใช้แนวทาง “เศรษฐกิจ 10 Plus” เพื่อผลักดันการเติบโตให้ไม่ต่ำกว่า 3% หรือคือ นโยบาย 3% Plus
สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ (New S-Curve) ประกอบด้วยการเกษตรสมัยใหม่ (Smart Agriculture) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ระบบ Automation, Data Center เพื่อเป็นฐานของ AI, และอุตสาหกรรม Wellness และการแพทย์ครบวงจร, โดยมีเงื่อนไขสำคัญต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย และดึง SMEs เข้าซัพพลายเชนระดับโลก
ทั้งนี้ ต้องยอมรับศักยภาพการเติบโตลดลงต่อเนื่องจากเคยเติบโต 5% ในช่วงหลังปี 2540 แต่ปัจจุบันเหลือ 2.7% และปีนี้อาจเติบโตเพียง 1.5% สาเหตุหลักเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง
ส่วนจะผลักดันเศรษฐกิจกลับไปเติบโตระดับ 4-5% ต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมให้ใกล้เคียงอดีตที่ระดับ 40% ของ GDP ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียง 23% โดยมีโครงการที่รอลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 480,000 ล้านบาท ซึ่งหากปลดล็อกผ่านโครงการ BOI Fast Track จะช่วยให้เศรษฐกิจปีนี้เติบโตมากกว่า 1.5% รวมทั้งทำให้เศรษฐกิจปีต่อไปเติบโตมากกว่าระดับปัจจุบัน
ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะพร้อมใช้กองทุน Thailand Future Fund มาระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ
“ประชาชน” ดันลงทุนพลังงาน 5 แสนล้าน
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคประชาชนตั้งเป้า GDP ขยายตัว 3.5% ภายใน 4 ปี เมื่อเป็นรัฐบาล เพราะการเติบโตเศรษฐกิจต้องมาจากการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่ใช้เวลา และเห็นผลเร็วสุดใน 4-5 ปีข้างหน้า ส่วนระยะต่อไปจะรักษาการเติบโตไปสู่ระดับ 4% อย่างสม่ำเสมอ
สำหรับเครื่องยนต์การลงทุนสำคัญมองอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน อุตสาหกรรมการแพทย์ และการลงทุนเพื่อสนับสนุน SMEs
ทั้งนี้นโยบายพลังงาน และการปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้า (Smart Grid) ซึ่งจะสร้างวงจรการลงทุนใหม่ (Investment Cycle) โดยจะใช้เงินลงทุน 4-5 แสนล้านบาท ภายใน 10 ปี โดยเน้นอัปเกรดระบบสายส่งเป็น Smart Grid และเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นระบบดิจิทัลกว่า 30 ล้านตัว มีราคาตัวละ 2,000 บาท เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าเสรี ที่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันในตลาดไฟฟ้า
นอกจากนั้นการสนับสนุนให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์ และมีระบบ Vehicle-to-Grid (V2G) เพื่อดึงพลังงานจากรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในบ้านช่วงค่าไฟแพง หรือขายคืนเข้าระบบได้เหมือนแพ็กเกจมือถือ
ขณะที่เป้าหมายระยะยาวจะเป็นศูนย์กลางพลังงานของอาเซียน (ASEAN Grid) โดยเชื่อมต่อพลังงานจากประเทศตอนบน (สปป.ลาว) ส่งไปมาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อเก็บค่าเช่าสายส่งเหมือนกับค่าผ่านท่อก๊าซที่เคยเปิดให้เอกชนเช่าใช้ โดยโครงสร้างไฟฟ้าจะทำให้เกิดเสรี และการแข่งขันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนได้
“เพื่อไทย” ดัน AI หนุนอาหาร-การแพทย์
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นโยบายเครื่องยนต์เศรษฐกิจอยู่บนหลักการที่ไทยต้องมี Flagship ที่ชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ โดยไทยควรผลักดันเป็นศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ใช้เฉพาะด้านที่มีความถนัด และได้เปรียบ เช่น อาหาร และ Wellness Economy
สำหรับด้าน “การเกษตร” มีรากฐานสำคัญ และมีความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งเป็นต้นน้ำของอาหาร และวัสดุขั้นสูง ซึ่งไม่ควรทิ้งสิ่งที่เราเก่ง ดังนั้น นโยบายต้องมุ่งเน้นเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และเพิ่มมูลค่าสูงขึ้น โดยทำให้ห่วงโซ่อุปทานครบวงจร และใช้ AI มาเสริมด้านอาหารเพื่อให้ไทยเป็นอันดับ 1 ของโลก
ส่วนการแพทย์ควรส่งเสริมให้เกิด Medical AI Hub โดยไทยต้องมุ่งเน้น Data Center สำหรับ Medical AI ไม่ใช่เป็นเพียงฐาน Data Center ทั่วไป เพราะมีข้อจำกัดพลังงานและอาจไม่ได้มูลค่าเพิ่ม โดยโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ต้องถูกสร้างแบบ Project Base ที่ตอบโจทย์ประชาชน ซึ่งการเป็นศูนย์กลางด้านนี้จะทำให้เข้าถึงข้อมูล และใช้ประโยชน์จากข้อมูลด้านการแพทย์ก่อนประเทศอื่น
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีนโยบายยกระดับเป็นประเทศรายได้สูง และเพิ่ม GDP โตปีละ 5% โดยมียุทธศาสตร์ด้าน GEOECONOMICS ผ่านนโยบายการค้า และการคลัง พร้อมยกระดับเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อไม่ให้เราตกขบวนห่วงโซ่อุปทานของโลกร่วมสมัย
“ประชาธิปัตย์” ดัน GDP โตแบบขั้นบันได
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจให้โตตามศักยภาพที่ควรเป็น 5% ต่อปี เป็นเป้าหมายที่วางไว้ภายใน 4 ปีที่เป็นรัฐบาล ซึ่งวางแผนเติบโตแบบขั้นบันได
ทั้งนี้หากได้เป็นรัฐบาลต้องประคอง GDP ที่ระดับ 2% หากสร้างความเชื่อมั่น และการบริหารเศรษฐกิจมหภาคได้ชัดเจนจะขยับเป็น 3% ในปี 2570 และเพิ่มเป็น 3-4% ในปี 2571 จนถึงเป้าหมาย 5% เมื่อทุกอย่างลงตัว
“สิ่งสำคัญคือ ต้องเปลี่ยนวิธีคิดภาครัฐให้เป็นผู้เปิดทาง (Enabler) แทนเป็นผู้ขวางการทำงานภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคธุรกิจ และการลงทุน รวมทั้งต้องเร่งนำเทคโนโลยีมาปฏิรูประบบราชการเพื่อลดต้นทุน และสร้างประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น”
สำหรับเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่จะผลักดัน GDP ขยายตัว 5% ต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารที่มีมูลค่า 3 ล้านล้านบาท ให้เติบโตเป็น 5 ล้านล้านบาท ในระยะเวลาไม่นาน ซึ่งสาขาที่มีศักยภาพสูง เช่น อุตสาหกรรมอาหารพรีเมียม โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยงที่ส่งออกโตถึงปีละ 20% เพราะควบคุมได้ตั้งแต่ต้นน้ำภาคเกษตรไปจนถึงปลายน้ำ
นอกจากนี้ต้องเร่งสร้าง Green Transition เพราะการลงทุนมหาศาลจะเกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อลดคาร์บอน และการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศที่ยั่งยืน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





