วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม 2569

Login
Login

นักวิชาการ มธ.แนะรัฐบาลใหม่ดัน New S-curve แทนแก้หนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจแบบซ้ำซาก

นักวิชาการ มธ.แนะรัฐบาลใหม่ดัน New S-curve แทนแก้หนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจแบบซ้ำซาก

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ห่วงปี 69 เศรษฐกิจโลกตกต่ำ กระทบท่องเที่ยว ส่งออก หนี้ครัวเรือนบั่นทอนกำลังซื้อ แนะรัฐบาลใหม่ดัน New S-curve แทนแก้หนี้หรือกระตุ้นเศรษฐกิจแบบซ้ำซาก

ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำสาขาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ความท้าทายสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยปี 2569 ในภาพใหญ่คือภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวตกต่ำต่อเนื่องกว่า 2-3 ปี

ทั้งนี้ มาจากหลายปัจจัยทั้งสงครามการค้า สงครามการสู้รบที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ ความไม่มั่นคงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ ปัจจัยดังกล่าวทำให้ความต้องการและกำลังซื้อ (Demand) จากต่างประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและผู้ส่งออกของไทยตามไปด้วย

ประการต่อมาคือปัจจัยที่เกิดขึ้นภายในที่ทำให้ Demand ในประเทศลดลง ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่บั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน เพราะเงินที่ได้มาหมดไปกับการใช้หนี้ ขาดพลังในการทำมาหากิน จนสร้างปัญหาเป็นลูกโซ่ที่ไม่เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากประเทศที่มีศักยภาพสูงกว่าแต่กำลังประสบกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองและอยู่ในภาวะที่มีสินค้าหรือบริการมากกว่าความต้องการของคนในประเทศ (Oversupply) อย่างจีน ที่ต้องมองหาตลาดส่งออกเพิ่มเติม เมื่อจีนส่งออกสินค้าไปสหรัฐอเมริกาไม่ได้ ก็ต้องหันมาแข่งขันในอาเซียน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศไทย

ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งในระดับโลก และประเทศเพื่อนบ้านอย่างสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน

รวมไปถึงกระทบต่อการค้าชายแดนที่เกิดการชะลอตัว เศรษฐกิจในพื้นที่ซบเซาและนักท่องเที่ยวมีจำนวนลดน้อยลง ยังไม่รวมถึงผลกระทบที่เกิดจากภัยธรรมชาติที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นบ่อยและมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ

ศ.วิทวัส กล่าวว่า ความบอบช้ำทางเศรษฐกิจตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา หากรัฐบาลยังมุ่งเน้นการใช้แนวทางการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ คือเน้นการกระตุ้นกำลังซื้อ หรือแก้ปัญหาหนี้สินเป็นหลัก ก็จะไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเอาตัวรอดจากภัยคุกคามต่างๆ ได้

ขณะที่การออกนโยบายเพื่อแก้หนี้และกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา พบว่ามีลักษณะที่ซ้ำซาก ไม่คำนึงถึงวินัยทางการเงินการคลัง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสักเท่าใดนัก

แนะรัฐบาลใหม่เร่งสร้าง New S-curve

ดังนั้นสิ่งที่อยากแนะนำพรรคการเมืองที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นรัฐบาลในอนาคตคือ รัฐบาลควรหารายได้ใหม่ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณแบบมุ่งเป้าแทนการกระตุ้นทั่วไปที่จะใช้เม็ดเงินเป็นจำนวนมากซึ่งอุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve) คือคำตอบและทางรอดที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย

ดังนั้น รัฐบาลควรมุ่งใช้นโยบายที่สร้างผลกระทบสูง โดยเน้นไปที่การลงทุนในกลไกการขับเคลื่อน New S-curve เพื่อหารายได้ใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความยั่งยืน การยกระดับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม การเป็นศูนย์กลางด้านยานยนต์ การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์

รวมถึงการผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีการพูดถึงกันมาอย่างยาวนานแล้ว จึงถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

กระตุ้นกำลังซื้อดันหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในแง่หนึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่ารัฐบาลอาจอยู่ในภาวเศรษฐกิจซบเซา จึงต้องกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศและก่อให้เกิดการลงทุนหรือการใช้จ่ายภาครัฐ

แต่ขณะเดียวกันการกระตุ้นการบริโภคนำมาซึ่งปัญหาหนี้สินครัวเรือนในระดับประชาชน และปัญหาวินัยการเงินการคลังของประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการขาดดุลงบประมาณภาครัฐ

รวมถึงปัญหาหนี้สาธารณะในระยะยาว ซึ่งส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการรักษาความเชื่อมั่นต่อสถาบันจัดอันดับเครดิตที่จะส่งผลให้ไทยกู้เงินต่อสถาบันการเงินระหว่างประเทศได้ยากมากขึ้น