วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (ตอน 2)

ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (ตอน 2)

การส่งออกนั้นคิดเป็นสัดส่วนสูงกว่า 50% ของจีดีพี จึงมีความสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย โครงสร้างการส่งออกกับการนำเข้าของไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

หลังจากการระบาดของโควิด 19 สิ้นสุดลง (กราฟ Post-Covid surge in Thai exports to US and Thai imports from China)

ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (ตอน 2)

จะเห็นได้ว่าอาเซียนยังเป็นตลาดหลักของไทย (แต่บางส่วนของการส่งออกดังกล่าว น่าจะเป็นการส่งวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป ที่จะถูกนำไปแปรรูป หรือผลิตในประเทศอาเซียนอื่น เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อส่งออกไปยังตลาดที่ 3) แต่ที่มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนมากคือ

การส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้นจาก 24,000 ล้านเหรียญในปี 2014 มาเป็น 71,300 ล้านเหรียญในปี 2025 ทำให้การเกินดุลการค้ากับสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 9,300 ล้านเหรียญในปี 2014 มาเป็น ประมาณ 50,500 ล้านเหรียญในปี 2025 

การเกินดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น 5 เท่าตัวย่อมจะเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะยอมรับได้ยาก แต่พรรคการเมืองไทยก็ไม่ได้นำเสนอนโยบายที่จะปรับดุลการค้าดังกล่าวกับสหรัฐ เพราะย่อมจะเป็นเรื่องยากมากที่จะหาตลาดอื่นมาทดแทนตลาดส่งออกสหรัฐ แต่เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่านับล้านล้านบาทเป็นเดิมพัน

ในอีกด้านหนึ่งคือ การขาดดุลการค้ากับจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพราะการนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก 38,500 ล้านเหรียญ ในปี 2014 มาเป็น 106,100 ล้านเหรียญในปี 2025 ในขณะที่การส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นน้อยกว่ามากจาก 25,000 ล้านเหรียญไปเป็น 40,000 ล้านเหรียญ ในช่วงเดียวกัน

ดังนั้น การขาดดุลการค้ากับจีนจึงเพิ่มขึ้นจาก 15,000 ล้านเหรียญในปี 2014 มา เป็น 67,100 ล้านเหรียญในปี 2025 เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 52,100 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก แต่ก็ไม่มีพรรคการเมืองใดกล่าวถึงปัญหานี้แต่อย่างใด (กราฟ Thailand’s unbalanced trade with rival superpowers)

ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (ตอน 2)

ตรงนี้ก็เป็นที่รับรู้กันว่า ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการสวมสิทธิ์สินค้าจากจีนเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา และอีกส่วนหนึ่งคือการทะลักเข้ามาของสินค้าอุตสาหกรรมของจีนที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งที่พรรคการเมืองก็ไม่ได้นำเสนอทางออกแต่อย่างใด

เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจีนแสดงความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะยังเร่งการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งของสินค้าจีนในตลาดโลกต่อไปอีกในอนาคต

เห็นได้จากบทวิเคราะห์ของ Financial Times (วันที่ 2 January 2026) “Why China is doubling down on its export-led growth model. The country plans to reinforce its dominance of global manufacturing, despite persistent deflation at home and rising tensions abroad”

ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ดังกล่าวชี้ว่า จีนต้องการเป็นเจ้าตลาดทั้ง อุตสาหกรรมดั้งเดิม (เช่น เหล็กกล้าและของเล่นเด็ก) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (เช่น หุ่นยนต์และเอไอ)

อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญคือ “ค่าเงิน” ซึ่งเราจะเห็นแนวโน้มที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างเงิน หยวนของจีนและเงินบาทของไทย ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาหลังจากการฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด 19 ค่าเงินหยวนของจีนอ่อนค่าลง 15.69% เทียบกับเงินสกุลของประเทศคู่ค้า (trade-weighted terms) (ช่วงกรกฎาคม ปี 2022 ถึงปัจจุบัน)

ในขณะที่ประเทศไทยนั้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันได้ปล่อยให้เงินบาทเทียบกับเงินสกุลของประเทศคู่ค้าแข็งค่าขึ้นไป 13.91% (กราฟ Yuan depreciation vs. Baht appreciation (2022-2025))

ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (ตอน 2)

เจอแบบนี้ อุตสาหกรรมไทยจึงประสบปัญหาอย่างรุนแรง แต่พรรคการเมืองต่างๆ ก็ไม่ได้มีคำตอบให้กับปัญหานี้ ส่วนหนึ่งเพราะว่ารัฐบาลไทยมีบทบาทน้อยมากในการควบคุมการบริหารจัดการนโยบายการเงินที่ส่งผลกระทบกับทั้งอัตราเงินเฟ้อในประเทศไทย (ที่ต่ำกว่าเป้ามานานนับ 10 ปี) และกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นตลอดมา

นอกจากนั้นก็ยังคงไม่มีใครกล้าที่จะออกมาพูดว่า อาจจะต้องหาแนวทางที่จะจำกัดการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากประเทศจีน เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมของประเทศไทย ทั้งนี้เพราะบางประเทศ เช่นสหภาพยุโรปและแคนาดา ก็ได้มีมาตรการ จำกัดการนำเข้าสินค้าจากจีน หลังจากสหรัฐตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีน อย่างเต็มรูปแบบในปีที่แล้ว

เมื่อในปี 2025 มีการประเมินว่า การส่งออกของจีนโดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ทำให้จีนเกินดุลการค้าสูงถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับปี 2024 ที่เกินดุล 992,000 ล้านเหรียญ โดยการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญของจีนประมาณการณ์ความเปลี่ยนแปลง ดังนี้ 

- ไปสหรัฐลดลง 20-25%

- ไปแอฟริกาเพิ่มขึ้น 25-27%

- ไปสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 7-8%

- ไปอาเซียนเพิ่มขึ้น 13-15%

- มาไทยเพิ่มขึ้น 30% (การนำเข้ารวมของไทยจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 12.5%)