“ยศชนัน” แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ชูโมเดล “High Value Economy” พลิกโฉมประเทศ ประกาศ “Big Move” ใน 100 วันแรก “ผ่าตัดหนี้ทั้งระบบ” ครั้งเดียวจบ พร้อมงัดมาตรการ “การันตีกำไรเกษตร 30%” และปั้น “Wellness Economy” หวังสร้างรายได้ใหม่ ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
เวทีประชันวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญ "Nation Election 2569: จุดเปลี่ยนประเทศไทย" ซึ่งจัดขึ้นโดยเครือเนชั่น ณ อาคารกีฬาเวสน์ 1 ดินแดง เมื่อวันทีี 17 ม.ค.2569 บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและเข้มข้น โดยเฉพาะในช่วงการแสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาปากท้อง
โดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ได้ประกาศยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อนประเทศ โดยมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากรากฐาน สู่การเป็น "เศรษฐกิจรายได้สูง มูลค่าสูง" (High Value Economy) ภายใต้แนวคิด "Synergistic Government" หรือรัฐบาลที่ผนึกกำลังทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
วาระเร่งด่วน 100 วันแรก
นายยศชนัน ได้ระบุถึงภารกิจที่สำคัญที่สุดหากได้รับความไว้วางใจให้จัดตั้งรัฐบาลว่า ภายใน 100 วันแรก จะดำเนินการแก้หนี้ทั้งระบบทันที โดยระบุว่านี่คือมาตรการพิเศษที่จะทำเพียงครั้งเดียวหลังจากสถานการณ์โควิด-19 เพื่อปลดล็อกพันธนาการทางการเงิน ให้คนไทยและภาคธุรกิจสามารถกลับมาหายใจได้คล่องขึ้น อีกครั้ง และพร้อมที่จะเดินหน้าประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่มีภาระหนี้สินกดทับ
ชู 3 เสาหลักดัน GDP
สำหรับการวางยุทธศาสตร์เพื่อกระตุ้นตัวเลข GDP และสร้างรายได้ให้กับประเทศ พรรคเพื่อไทยได้วางโครงสร้างผ่าน 3 ด้านหลัก ได้แก่
1.ภาคเกษตรกรรม ถือเป็นนโยบายที่เรียกเสียงฮือฮาที่สุด โดยประกาศประกันผลกำไร 30% ให้กับพี่น้องเกษตรกร เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงทางรายได้ ไม่ใช่แค่การประกันราคาพืชผล แต่เป็นการการันตีที่กำไร
2.ภาคอุตสาหกรรมและ SME มุ่งเน้นการสร้าง "Made in Thailand" ให้แข็งแกร่ง โดยใช้ความต้องการของภาครัฐเป็นกลไกสนับสนุนสินค้าไทย สนับสนุนกองทัพ Innovation และ Startup ของไทยให้มีที่ยืนและเติบโตได้จริง
3.ภาคบริการและคนไทยในต่างแดน นอกจากส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวและบริการแล้ว ยังมีโครงการสินเชื่อสำหรับคนไทยที่ทำงานในต่างประเทศ โดย ย้ำจุดยืนว่า “ประเทศไทยไม่เคยทิ้งคนไทย ไม่ว่าเขาจะอยู่ในแผ่นดินไทยหรืออยู่ในแผ่นดินอื่น”
ปั้น ‘Wellness Economy’
ในส่วนของการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ "เพื่อไทย" ชู "Wellness Economy" หรือเศรษฐกิจเชิงสุขภาพและการแพทย์ครบวงจร เป็นจุดขายใหม่ของประเทศที่ต้องเริ่มทันที เพื่อยกระดับการแข่งขันและดึงเม็ดเงินมหาศาลจากตลาดโลก
อุดหนุนคนจนถึงเส้น 3,000 บาท
ขณะที่มาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางและคนยากจน พรรคเสนอแนวทางที่เน้นความแม่นยำ โดยจะค้นหาพิกัดคนจนให้ชัดเจน และใช้นโยบายเติมเงินคนจน โดยรัฐจะอุดหนุนเงินส่วนต่างให้ประชาชนมีรายได้ครบเส้นความยากจนที่ 3,000 บาทต่อเดือน แต่มาตรการนี้จะทำควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะ (Up-skill, Re-skill) เพื่อให้ประชาชนสามารถยืนได้ด้วยขาของตนเองและหลุดพ้นจากวงจรหนี้สินอย่างยั่งยืน
นายยศชนัน ยังให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบราชการสู่ "รัฐบาลดิจิทัล" และการใช้ระบบ Cloud First รวมถึงสาธารณสุขแบบ "30 บาท AI" โดยมองว่าเทคโนโลยีคือเครื่องมือสำคัญในการลดต้นทุนแฝงและปราบปรามการทุจริต
"คอร์รัปชันไม่จบไม่เลิก ยาเสพติดไม่หมดไม่เลิก สแกมเมอร์ไม่หมดไม่เลิก รัฐบาลดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งที่จะปลดล็อกทุกสิ่งทุกอย่าง"นายยศชนัน กล่าว พร้อมเสนอระบบ Auto approve มาใช้ในการอนุมัติตามหลักเกณฑ์เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และเดินหน้ากิโยตินกฎหมาย เพื่อยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ
ในช่วงท้าย นายยศชนัน ได้ประกาศจุดยืนด้านการต่างประเทศและอธิปไตยที่แข็งกร้าว ท่ามกลางความท้าทายของภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยระบุชัดเจนว่า "เรื่องอธิปไตยเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าโจมตีมายังไงก็ต้องโจมตีกลับ" โดยไม่หวั่นเกรงต่อแรงกดดัน และทิ้งท้ายถึงมรดกที่ต้องการสร้างไว้ คือการวางรากฐานให้ไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่มีวิทยาการเป็นของตนเอง ผ่านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ทั้งระบบ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าและยืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ





