คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.6-2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโต 1.8-2.2% ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทย 69 อาจขยายตัวเพียง 1.5% ต่ำสุดในรอบกว่า 30 ปี
ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า เศรษฐกิจโลก ปีหน้าจะชะลอตัวลงจากปีนี้ ซึ่งจะกระทบประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก อีกทั้ง IMF ยังประเมินว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า (ปี 2573) ขนาดเศรษฐกิจไทย (GDP) อาจลดอันดับลงมาอยู่ที่ อันดับ 5 ของอาเซียน จากเดิมที่เคยอยู่ในอันดับ 2
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมไทยต้องดำเนินไปท่ามกลาง ความไม่แน่นอนในระดับสูง ทั้งจากแรงกดดันภายนอกประเทศและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ในภาวะ “ประคองตัว” มากกว่าการฟื้นตัวอย่างเต็มศักยภาพ
หากเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่องโดยขาดแรงพยุงที่เพียงพอ มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ ชะงักงันคล้าย ‘รถติดหล่ม’ และสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ปัจจัยเสี่ยงรุม โลกชะลอ-การเมือง-น้ำท่วม-ชายแดน
แรงกดดันหลักต่อเศรษฐกิจไทยยังคงมาจากปัจจัยภายนอก ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีและการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่รุนแรงขึ้น
ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศทวีความชัดเจนมากขึ้น ทั้ง ความเปราะบางของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ที่กระทบกำลังซื้อและการลงทุน ความไม่แน่นอนทางการเมือง ตลอดจนปัญหาอุทกภัยช่วงปลายปี ซึ่ง กกร. ประเมินว่าอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 110,000–120,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ยังส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าชายแดนชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง
ส่งออกปี 69 ส่อหด FTA คือทางรอด
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ภายใต้บริบทดังกล่าว ภาคการส่งออกของไทยในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัว โดยคาดว่าจะหดตัวในช่วง -1.5 ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายของประเทศมหาอำนาจ และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์
ภาคอุตสาหกรรมจึงเห็นว่า การเร่งเจรจา ความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าใหม่ ๆ เป็นกลไกสำคัญในการขยายตลาด ลดการพึ่งพาตลาดเดิม และเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะต่อไป
ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ถูกกดดันจากปัญหา การลักลอบขนสินค้าข้ามแดน (Transshipment) และการทุ่มตลาดของสินค้าราคาถูก ส่งผลให้หลายอุตสาหกรรมต้องปรับลดกำลังการผลิตหรือปรับโมเดลธุรกิจ
ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs ยังคงเผชิญปัญหาหนี้สินและสภาพคล่อง กระทบต่อการจ้างงานและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม
กำลังซื้ออ่อน "เงินบาท-CBAM" เพิ่มต้นทุน
กำลังซื้อผู้บริโภคฟื้นตัวอย่างจำกัด จากภาระหนี้ครัวเรือนระดับสูงและความระมัดระวังในการใช้จ่าย รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่า กระทบทั้งการท่องเที่ยวและการส่งออก อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้นตัวอาจยังช่วยพยุงรายได้ในบางภาคส่วนได้
อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง รวมถึงมาตรการสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า เช่น CBAM และกฎหมาย EUDR ของสหภาพยุโรป ซึ่งเพิ่มต้นทุนการดำเนินธุรกิจและบังคับให้ผู้ส่งออกต้องยกระดับมาตรฐานการผลิตและระบบตรวจสอบย้อนกลับอย่างเข้มข้น
แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเปราะบาง แต่การลงทุนในปี 2569 ยังมีแนวโน้มขยายตัวในบางอุตสาหกรรม จากการเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร รวมถึงการลงทุนด้าน พลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและดึงดูดการลงทุนในระยะยาว
ชง “Reinvent Thailand” พลิกโครงสร้างประเทศ
ภาคอุตสาหกรรมเสนอให้รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand เป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับศักยภาพประเทศ ทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มภาคการผลิต การเสริมความแข็งแกร่งตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการส่งเสริม Local Content และสินค้า Made in Thailand (MiT) ผ่านมาตรการภาษี เงินทุน และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งสอดรับกับมาตรการ Quick Big Win ที่รัฐบาลเริ่มดำเนินการเพื่อช่วย SMEs
ในด้านเสถียรภาพการเมือง หากการเลือกตั้งปี 2569 สามารถนำไปสู่รัฐบาลที่มีเอกภาพและนโยบายต่อเนื่อง จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน และเอื้อต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง แต่ก็เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในการวางรากฐานใหม่ หากประเทศสามารถยกระดับภาคอุตสาหกรรมจาก การรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด ภายใต้พลังความร่วมมือแบบ “ONE Thailand” ไทยยังมีโอกาสเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต





