การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.2569 เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยมี “โจทย์ใหญ่" และ “โจทย์ใหม่” ให้แก้ปัญหาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความร้อนแรงมาตั้งแต่ต้นปี ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่ส่งผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ปัญหาภัยธรรมชาติที่รุนแรง และ ปัญหาที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรังมานาน ทั้งหมดถือเป็นโจทย์สำคัญในการทำงานของรัฐบาลเช่นกัน
โจทย์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ถือเป็นโจทย์ที่พรรคการเมืองหลายพรรคพูดถึงว่าจะต้องมีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ตัวเลข GDP ปีนี้ที่มีการคาดการณ์จากธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ว่าจะขยายตัวแค่ 1.5% ต่ำลงจากปี 2568 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 2.2% ถือเป็นสัญญาณอันตรายของประเทศไทย เพราะเห็นชัดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในรอบทศวรรษที่ผ่านมาลดลงจากระดับ 5% มาอยู่ที่การเติบโตไม่ถึง 2% จนมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของเวียดนามจะแซงหน้าประเทศไทยได้ภายในปีนี้
การเติบโตของ GDP ที่สาละวันเตี้ยลงของประเทศไทยเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สถานะการคลังของประเทศไทยมีความสุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยหนี้สาธารณะกำลังจะปรับเพิ่มจาก 65% ต่อ GDP ไปสู่ระดับปริ่มเพดานที่ 70% ของ GDP โดยเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2570 หนี้สาธารณะจะขยับไปอยู่ที่ประมาณ 69.36% ต่อ GDP ที่สำคัญตัวเลขการขาดดุลทางการคลังยังอยู่ในระดับสูงกว่า 3% ต่อ GDP ซึ่งตัวเลขเหล่านี้อยู่ในสายตาของบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้ง(Credit RatingAgency)ระดับโลก ที่อาจจะปรับลดเครดิตเรตติ้งของประเทศไทยลงในปีนี้ได้เมื่อเห็นตัวเลขเศรษฐกิจโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ปัญหาเศรษฐกิจที่มาจากการที่เศรษฐกิจโตต่ำจึงส่งผลต่อทั้งข้อจำกัดทางการคลัง และส่งผลต่อระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ซึ่งพรรคการเมืองต่างๆนั้นต่างรู้ปัญหานี้จึงได้มีการตั้งเป้าให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว โดยมีการกำหนดเป็นนโยบายว่าจะให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระดับ 3.5 – 5% โดยพรรคประชาชนนั้นตั้งเป้าที่ 3.5% ซึ่งมองว่าเป็นศักยภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยตั้งเป้าให้ GDP กลับไปโตได้ในระดับ 5% ส่วนพรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3% (3%+) ภายในระยะเวลา 4 ปี
จากการที่ได้มีโอกาสไปนั่งคุยกับทีมเศรษฐกิจของหลายพรรคการเมืองแต่ละพรรคการเมืองมองเห็นปัญหาเดียวกันคือการเติบโตของ GDP บนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่“กินบุญเก่า”นั้นไม่สามารถจะทำได้อีกแล้ว แม้จะสามารถเติบโตได้สูงบางปี แต่จะเป็นการเติบโตที่ไม่ยั่งยืน
ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่จะสร้างเม็ดเงิน และขับเคลื่อนการลงทุนใหม่ๆของประเทศ ต้องทำทั้งในส่วนที่ประเทศไทยมีฐานอุตสาหกรรมเดิม เช่น อุตสาหกรรมอาหาร และอาหารแปรรูป ส่วนอุตสาหกรรมไฮเทค นั้นหลายพรรคนั้นมองตรงกันที่ไทยต้องดึงอุตสาหกรรมชิปขั้นสูงเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อต่อยอดสู่การผลิตในอนาคต
ที่น่าสนใจคือทุกพรรคเห็นตรงกันว่าปัญหาคอร์รัปชันเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาเศรษฐกิจโดยมีการประเมินว่าเม็ดเงินที่รั่วไหลจากการคอร์รัปชันสูงกว่าปีละ 3 แสนล้านบาท
ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะโตต่ำ ต้องแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันควบคู่กันไปด้วยจึงจะสำเร็จ





