นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในหัวข้อ Economic Outlook 2026 : Fiscal & Financial Strategies for Economic Revival ในงาน CEO Day จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” วันนี้ (15 ม.ค.) ว่าปัจจุบันต้องยอมรับว่าศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยเติบโตได้ถึง 5% ในช่วงหลังปี 2540 ลดลงมาเหลือเพียง 2.7% ในปัจจุบัน และอาจมีอัตราการเติบโตจริงของ GDP ในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1.5% เท่านั้น ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยการแก้ไขอย่างจริงจัง
“เศรษฐกิจไทยวันนี้ เปรียบเสมือน เครื่องยนต์เก่า คนขับแก่ เทคโนโลยีเดิม และกฎระเบียบที่มากเกินไปทำเหมือนเผชิญปัญหารถติดอยู่ตลอดเวลา" นายเอกนิติ กล่าว
นายนายเอกนิติกล่าวว่า การที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจกลับไปเติบโตที่ระดับ 4-5% ได้นั้นประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโดยรวมให้กลับไปใกล้เคียงกับในอดีตที่ระดับ 40% ของ GDP ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียง 23% เท่านั้น โดยขณะนี้มีโครงการที่รอการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 480,000 ล้านบาท ซึ่งหากสามารถปลดล็อคผ่านโครงการที่รัฐบาลได้มีการตั้งไว้คือโครงการ BOI Fast Track ได้ จะช่วยให้เศรษฐกิจปีนี้เติบโตได้มากกว่า 1.5% อย่างแน่นอน
สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ (New S-Curve) ประกอบด้วยการเกษตรสมัยใหม่ (Smart Agriculture) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ระบบ Automation, Data Center เพื่อเป็นฐานของ AI, และอุตสาหกรรม Wellness และการแพทย์ครบวงจร, โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทยและดึง SMEs เข้าสู่ซัพพลายเชน
นายเอกนิติยังกล่าวด้วยว่าในอนาคตประเทศไทยต้องแก้ปัญหาเรื่องสังคมสูงวัย ซึ่งเปรียบเสมือน"คนขับแก่ ด้วยการทำนโยบาย Skill Bridge และดึงชาวต่างชาติที่เป็น Talent ต่างชาติ ในด้านทรัพยากรมนุษย์ นายนายเอกนิติเสนอโครงการ "Skill Bridge" เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทักษะแรงงานกับความต้องการของภาคธุรกิจ โดยเน้นการ Reskill และ Upskill แรงงานทุกกลุ่ม รวมถึงผู้สูงอายุวัย 60 ปี ให้มีทักษะใหม่ที่ตลาดต้องการ
นอกจากนี้ ยังเตรียมใช้กลไกทางกฎหมายตาม มาตรา 17 ของ พรบ. แรงงาน เพื่อมอบสิทธิพิเศษในการดึงตัวแรงงานทักษะสูง (Skill Labor) หรือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศให้เข้ามาทำงานในไทยได้ง่ายขึ้น เพื่อแก้ปัญหาประชากรวัยแรงงานลดลงและเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ
นายเอกนิติกล่าววว่าในส่วนของโครงการที่ต้องมีการเร่งรัดคือการผลักดันให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดโดยจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติเรียกร้อง รัฐบาลจึงต้องเร่งปลดล็อคให้มีการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง และเสนอให้ใช้ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund - TFF) มาเป็นกลไกในการระดมทุนเพื่อลงทุนในระบบสายส่งและโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น
สำหรับการแก้ปัญหากฎหมายที่เป็นอุปสรรค นายเอกนิติกล่าวว่ามีแผนจะใช้แนวทาง Fast Track เพื่อปลดล็อคปัญหาในระยะสั้น ก่อนจะส่งต่อให้มีการแก้ไขกฎหมายอย่างถาวรเพื่อให้การทำธุรกิจมีความคล่องตัว โดยย้ำว่าความสำเร็จในการยกระดับประเทศต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมามีความสามารถในการแข่งขันอีกครั้ง
“วันนี้ประเทศไทยเราต้องช่วยกันทุกด้าน ที่ผ่านมา 3 เดือนที่ทำงานอาศัยความร่วมมือจึงเคลื่อนต่อไปได้ โครงการ Quick Big Win นั้นผ่านไปกว่า 99% เหลือแค่เรื่อง TISA ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการทางภาษี ผมขอย้ำกับภาคเอกชนว่าตอนนี้เราต้องเคลื่อนประเทศ ด้วยกันที่จะไปมีความร่วมมือกันทั้งรัฐและเอกชน เพื่อให้ประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าได้”นายเอกนิติ กล่าว





