background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

‘ธนาธร’ ควง ‘ทีมเศรษฐกิจประชาชน’ โชว์แผนบริหาร ดันลงทุน 5 แสนล้าน – อัด 2.5 แสนล้านช่วย ‘SME’   

‘ธนาธร’ ควง ‘ทีมเศรษฐกิจประชาชน’ โชว์แผนบริหาร ดันลงทุน 5 แสนล้าน – อัด 2.5 แสนล้านช่วย ‘SME’   

การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.2569 นอกจากเป็นการแข่งขันกันเข้าสู่อำนาจทางการเมืองยังเป็นการเลือกตั้งที่แต่ละพรรคได้นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่ถือเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตในทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต โดยพรรคประชาชนถือเป็นอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่ได้มีการเตรียมความพร้อมในการบริหารประเทศ และนโยบายเศรษฐกิจที่จะสร้างวงจรการลงทุน (Investment Cycle) รอบใหม่ของประเทศ  

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน เปิดเผยว่า พรรคประชาชนมีความพร้อมในการเข้าบริหารประเทศทันที หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้โดยการเตรียมความพร้อมของพรรคไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่กี่เดือนแต่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่หลังการเลือกตั้งครั้งก่อนเมื่อปี 2566

เตรียมพร้อมเป็นรัฐบาลตั้งแต่ปี 2566 

นายธนาธรระบุว่า หลังทราบผลการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งพรรคเป็นพรรคที่ได้อันดับหนึ่งแล้ว แม้ว่าพรรคต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่คำถามก็คือในวันนั้นเราพร้อมเป็นรัฐบาลหรือไม่ คำตอบในวันนั้นอาจยังไม่พร้อม แต่พรรคก็ได้เริ่มเตรียมการอย่างเป็นระบบทันที

โดยมองว่าการเลือกตั้งครั้งถัดไป พรรคมีโอกาสได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จึงจำเป็นต้องเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการบริหารประเทศ โดยระยะเวลาตอนนั้นเรามองไปใน 4 ปีข้างหน้า แต่การเลือกตั้งเกิดขึ้นก่อนประมาณ 1 ปี ซึ่งถือว่าพรรคก็มีความพร้อมแล้วในขณะนี้

 

‘ธนาธร’ ควง ‘ทีมเศรษฐกิจประชาชน’ โชว์แผนบริหาร ดันลงทุน 5 แสนล้าน – อัด 2.5 แสนล้านช่วย ‘SME’   

"หน้าที่ของผมคือ ส่งมอบรัฐบาลที่ดีที่สุดให้กับประชาชน พรรคไม่ได้มีแค่คำถามว่าทำไมต้องเปลี่ยน หรือแค่ Why อีกต่อไป แต่ได้เตรียมการอย่างหนักในเรื่องของจะทำอย่างไรให้นโยบายเกิดได้หรือ How และใครจะเป็นคนทำ Who พรรคเราเตรียมความพร้อมและลงลึกในส่วนนี้ เพราะการบริหารประเทศไม่สามารถอาศัยเพียงแนวคิดเชิงนโยบาย แต่ต้องมีโครงสร้างการทำงานและทีมงานที่พร้อมปฏิบัติจริง”ธนาธร กล่าว

ชี้นโยบายเศรษฐกิจมาจากการหารือเอกชน

ธนาธรกล่าวว่านโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายได้มีการยกร่างเตรียมไว้แล้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง พร้อมทั้งมีแผนงานหรือโรดแมปในระดับปฏิบัติการอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น การปฏิรูปพลังงาน ซึ่งพรรคได้จัดทำเอกสารเชิงลึกและโรดแมป ตั้งแต่ขั้นตอนการแยกบัญชีไปจนถึงเป้าหมายสุดท้ายในการพัฒนาตลาดซื้อขายพลังงาน รวมถึงการรวบรวมข้อมูลเชิงอุตสาหกรรมในสาขาต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ การผลิตชิปที่สามารถทำได้ต่อเนื่อง โดยทีมงานของพรรคได้หารือกับทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทเอกชนรายใหญ่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับการตอบรับในทิศทางที่ดี เนื่องจากทุกฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการปรับตัวและปฏิรูปโครงสร้างเดิมนำไปสู่ทิศทางของการพัฒนาที่ดีขึ้น

ศักยภาพ GDP ไทยวันนี้ 3.5% ไม่ใช่5% 

ประธานคณะก้าวหน้าได้กล่าวด้วยว่าการที่พรรคการเมืองบางพรรคตั้งเป้าหมายการขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ระดับ 5% ต่อปี ว่าเป้าหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกินจริง โดยในปัจจุบันการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับ 3.5% ภายใน 4 ปีของรัฐบาลหน้านั้นถือว่ายากมากแล้วในสถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจนั้นต้องมาจากการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและจะเห็นผลได้เร็วที่สุดภายใน 4-5 ปีข้างหน้า ส่วนระยะต่อไปการเติบโตจาก 3.5% นั้นถึงไปจะรักษาการเติบโตไปสู่ระดับ 4% อย่างสม่ำเสมอได้ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญ

“พรรคประชาชนไม่ต้องการให้ GDP โตแบบกระโดดแต่ไม่เสถียร เช่น ปีนี้ 5% แล้วปีหน้าตกลงมาเหลือ 2% แต่ต้องการความ คงเส้นคงวา โดยตั้งเป้าว่าหากผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันได้จริง จะเห็นผลเร็วที่สุดในอีก 4-5 ปีข้างหน้า และเป้าหมายระยะยาว ในระยะ 5-10 ปีคือการรักษาการเติบโตให้อยู่ที่ระดับ 4% อย่างสม่ำเสมอได้”

ดัน Smart Grid สร้างการลงทุนใหม่ 5 แสนล้าน 

สำหรับเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่พรรคตั้งเป้าจะผลักดันให้สร้างการเติบโตของ GDP ในช่วงที่เป็นรัฐบาล ประกอบไปด้วยอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน อุตสาหกรรมการแพทย์ และการลงทุนเพื่อสนับสนุน SMEs โดยในส่วนที่ยกตัวอย่างคือ นโยบายพลังงาน และการปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้า (Smart Grid) ซึ่งจะสามารถสร้างวงจรการลงทุนใหม่ (Investment Cycle) ให้กับประเทศได้โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 4-5 แสนล้านบาท ภายใน 10 ปี โดยเน้นการอัปเกรดระบบสายส่งให้เป็นระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นระบบดิจิทัล (Smart Meter) ซึ่งต้องเปลี่ยนกว่า 30 ล้านตัว มีราคาตัวละประมาณ 2,000 บาท เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าเสรี ที่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันในตลาดไฟฟ้า

โดยให้ประชาชนสามารถติดโซลาร์เซลล์ และมีระบบ Vehicle-to-Grid (V2G) เพื่อดึงพลังงานจากรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในบ้านช่วงค่าไฟแพง หรือขายคืนเข้าระบบได้เหมือนแพ็กเกจมือถือ ขณะที่เป้าหมายระยะยาวตั้งเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางพลังงานของอาเซียน (ASEAN Grid) โดยเชื่อมต่อพลังงานจากประเทศตอนบน (สปป.ลาว) ส่งต่อไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อเก็บค่าเช่าสายส่งเหมือนกับค่าผ่านท่อก๊าซที่เคยมีการเปิดให้เอกชนเช่าใช้ โดยโครงสร้างไฟฟ้าที่ทำให้เกิดเสรีและการแข่งขันมากขึ้นประเมินว่าจะสามารถลดค่าไฟให้ประชาชนได้ประมาณ 10% หรือ 40-70 สตางค์ต่อหน่วย และเป็นการลดค่าไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืนถือเป็นการลดจากโครงสร้างและการแข่งขัน ไม่ใช่การเอางบประมาณไปอุดหนุนชั่วคราว

ดึงลงทุนสร้างอุตสาหกรรมชิปและอุตฯต่อเนื่อง 

นอกจากนี้เรื่องของการเปลี่ยนมาใช้  Smart Meter และอุปกรณ์ Smart Grid จะทำให้เกิดดีมานต์เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศ โดยจะใช้เป็นตัวขับเคลื่อนอุตสาหกรรมต้นน้ำถึงปลายน้ำในไทย เช่น อุตสาหกรรมพลาสติก แผงวงจร (PCB) หม้อแปลงไฟฟ้า และจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการดึงดูด อุตสาหกรรมผลิตชิป (Semiconductor) เข้ามาในไทยด้วยถือเป็นการสร้างระบบนิเวศที่จะส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศอีกครั้ง

เล็งใช้ Zero-based Budgeting ปีงบฯ71 

ขณะที่ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน  กล่าวว่าปัจจุบันพรรคประชาชนได้เตรียมความพร้อมในการบริหารประเทศโดยได้มีการศึกษาวงเงินงบประมาณที่สามารถใช้ได้จริง ซึ่งเป็นส่วนพื้นที่ในงบประมาณจากแผนการคลังระยะปานกลางฉบับล่าสุดพบว่ารัฐบาลใหม่จะมีพื้นที่งบประมาณในส่วนที่เป็นโครงการใหม่ให้ใช้ได้จริงประมาณ 6.8 แสนล้านบาทเท่านั้น โดยในปีงบประมาณแรกหากพรรคประชาชนเข้ามาเป็นรัฐบาลจะยังคงเดินตามกรอบการจัดสรรงบประมาณแบบเดิม เพื่อให้งบประมาณล่าช้าไม่เกิน 2 เดือน อย่างไรก็ตามในปีงบประมาณ 2571 จะเริ่มทำงบประมาณแบบฐานศูนย์  (Zero-based Budgeting) เพื่อให้มีเงินเพียงพอสำหรับนโยบายสวัสดิการประชาชนและโครงการใหม่ที่มีความจำเป็นกับประเทศไทย

ส่วนการลดการขาดดุลงบประมาณที่แผนการคลังระยะปานกลางฉบับปัจจุบันที่เขียนไว้ว่าจะบีบให้ขาดดุลฯเหลือเพียง 2% ต่อจีดีพีนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และอาจทำให้เศรษฐกิจพังเหมือนโมเดลสมัยวิกฤตต้มยำกุ้งที่องค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) บังคับให้รัดเข็มขัดในขณะที่เศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ พรรคประชาชนจึงเสนอแผนการขาดดุลที่สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น โดยปีแรกจะขาดดุลที่ 3.9% และจะค่อย ๆ ลดลงจนเหลือ 3.0% ในปีที่ 4 ซึ่งเป็นระดับที่สากลยอมรับและยังเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อหนีจากภาวะการเติบโตต่ำได้

‘ธนาธร’ ควง ‘ทีมเศรษฐกิจประชาชน’ โชว์แผนบริหาร ดันลงทุน 5 แสนล้าน – อัด 2.5 แสนล้านช่วย ‘SME’   

"วินัยการคลังต้องมาพร้อมกับการเติบโต เศรษฐกิจด้วยการจะรักษา Credit Rating ไว้ได้ ไม่ใช่แค่การประหยัดงบ แต่ต้องทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้จริงเพื่อลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ในระยะยาว” ศิริกัญญา กล่าว

ยังไม่เปิดชื่อรมว.คลังหวังเซอร์ไพรส์โค้งสุดท้าย

เมื่อถามว่าใครจะเป็นบุคคลที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากพรรคได้รับชัยลนะในการเลือกตั้ง ศิริกัญญาระบุว่า ตำแหน่ง รมว.คลังพรรคยังไม่เปิดตัวในขณะนี้ โดยขอเก็บไว้เป็น "Surprise" และขอให้เป็นอีกแรงดึงดูดหนึ่งเพื่อให้คนตัดสินใจเลือกพรรคประชาชน

"วีระยุทธ" ชูช่วย SMEs อัดสินเชื่อ 2.5 แสนล้าน

 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน กล่าวว่า ความพร้อมในการเป็นรัฐบาลของพรรคประชาชนในปัจจุบันเราได้กำหนดนโยบายที่จะทำภายใน 100 วันแรกไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมีการวางแผนจะผ่านมติ ครม. ภายใน 100 วันแรก โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อของ SME วงเงินประมาณ 2.5 แสนล้านบาท ผ่านมาตรการสินเชื่อ และเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อของรัฐบาลเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องของภาคเอกชนซึ่งแบ่งเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการ 3 กลุ่มได้แก่

1.ผู้ประกอบการรายย่อยวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเงินทุนหมุนเวียนของ SME โดยให้รัฐค้ำประกันสินเชื่อส่วนนี้ 30% เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้มากขึ้น

2.ผู้ประกอบการขนาดกลาง วงเงิน 1 แสนล้านบาท เพื่อเป็นสินเชื่อในการพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจ โดยกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 3% เพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชน โดยสินเชื่อในส่วนนี้รัฐบาลจะค้ำประกัน 15%

และ 3.สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์วงเงิน 1 แสนล้านบาท โดยเป็นวงเงินส่วนนี้จะสนับสนุนโครงการสินเชื่อบ้านหลังแรก เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีบ้านของตัวเอง และเป็นการช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศให้สามารถฟื้นตัวได้อีกครั้ง

‘ธนาธร’ ควง ‘ทีมเศรษฐกิจประชาชน’ โชว์แผนบริหาร ดันลงทุน 5 แสนล้าน – อัด 2.5 แสนล้านช่วย ‘SME’     

ชี้หวยใบเสร็จช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ

สำหรับนโยบายหวยใบเสร็จซึ่งเป็นนโยบายที่พรรคสนับสนุนควบคู่ไปกับการสร้างสภาพคล่องในระยะสั้น โดยเป็นการกระตุ้นให้คนซื้อของจากร้านโชห่วย โดยสะสมยอดครบ 500 บาทได้รับสลาก 1 ใบ ซึ่งนโยบายนี้สามารถเริ่มได้ใน 100 วันแรกเพราะใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น แอปฯ เป๋าตัง และนโยบายนี้เอสเอ็มอีจะได้ประโยชน์จาก ภาษี 3 เด้ง ได้แก่ ขยายเพดานจด VAT จาก 1.8 ล้านบาท เป็น 3.6 ล้านบาท การปรับการหักค่าใช้จ่ายเหมาเป็น 90% และทางเลือกการจ่าย VAT แบบเหมา 2.1% เพื่อลดภาระทางธุรการให้ SMEs

นอกจากนี้ยังต้องใช้กลไกของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ในการเร่งรัดการจ่ายเงินของซัพพลายเออร์จากรายใหญ่มายังรายย่อยซึ่งเมื่อกำหนดการจ่ายเงินตามระยะเวลาเครดิตเทอมไว้ที่ 45 วัน ก็ต้องไปเร่งรัดให้มีการจ่ายเงินตามระยะเวลาเพื่อให้รายย่อยสามารถได้รับเงินมาใช้ในการหมุนทำธุรกิจเร็วขึ้น