ถึงแม้การเข้าถึงบ้านในช่วงที่ผ่านมาจะมีปัญหายอดปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) อยู่ในระดับสูง โดยแต่ช่วงที่ผ่านมามีปัญหาการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่าภาพรวมสินเชื่อระบบสถาบันการเงินยังอยู่ในทิศทางชะลอตัวต่อเนื่อง จากล่าสุดเดือน ต.ค.2568 ติดลบ 5% และปี 2568 จะหดตัวอยู่ที่ 2.3% และการหดตัวจะมีต่อเนื่องถึงปี 2569 ที่คาดหดตัว 3%
ทั้งนี้ สินเชื่อที่กำลังหดตัวรุนแรงอยู่ในกลุ่มที่เกี่ยวกับสินค้ามูลค่าสูง เช่น บ้าน รถยนต์ เนื่องจากผู้บริโภคไม่มีอำนาจซื้อ ทำให้ภาพสินเชื่อรายย่อยคาดว่าจะหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน
ในขณะที่สมาคมอาคารชุดไทยประเมินว่าปัจจัยที่ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท “หดตัว” รุนแรงเกิดจากปัจจัยด้านความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารและมียอด Rejection Rate สูง รวมถึงกำลังซื้อผู้บริโภคระดับกลางและล่างได้รับผลกระทบจากภาวะหนี้ครัวเรือนสูง และประมาณการจีดีพีของปี 2568 ขยายตัวต่ำ 1-2% ไม่เอื้อต่อการตัดสินใจสร้างหนี้ระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีปัญหากำลังซื้อและปัญหาด้านสินเชื่อ แต่เมื่อพิจารณาความต้องการที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่
ในขณะที่หลายพรรคการเมืองได้หาเสียงผ่านนโยบายการเข้าถึงกรรมสิทธิที่อยู่อาศัย โดยคุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ได้รายงานถึงนโยบายของพรรคการเมืองที่ตอบโจทย์ความต้องการที่อยู่อาศัย ประกอบด้วย
1.พรรคประชาชนออกแบบนโยบายให้เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน ครอบคลุมตั้งแต่ผู้เช่า ผู้ซื้อบ้านหลังแรก ไปจนถึงตลาดสินเชื่อ เช่น ความร่วมมือกับภาคเอกชนพัฒนาโครงการเช่าก่อนซื้อ 50,000 ยูนิต ราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยมีการแก้จุดอ่อนของผู้ไม่มีสลิปเงินเดือนที่มีผลต่อการขอสินเชื่อ
รวมถึงสินเชื่อพิเศษเฉพาะกลุ่มสำหรับผู้ไม่เคยมีบ้านมาก่อนในกลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ครอบคลุมกว่า 350,000 ยูนิต และสินเชื่อปรับปรุงทรัพย์จากกรมบังคับคดี วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท
2.พรรคเพื่อไทย ถึงแม้ไม่มีนโยบายด้านการเข้าถึงที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะ แต่ที่ผ่านมามีความพยายามผลักดันโครงการบ้านเพื่อคนไทยและการเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก.เป็นโฉนด ขณะที่การหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้นโยบายอสังหาริมทรัพย์ไม่ถูกวางเป็นแกนหลัก แต่เชื่อมโยงผ่านการลดภาระและฟื้นกำลังซื้อ รวมถึงนโยบายล้าง-พักหนี้ ครอบคลุมลูกหนี้รายย่อย เกษตรกร และผู้สูงอายุในมิติที่อยู่อาศัยโดยตรง
“บ้านเพื่อคนไทย” สะท้อนดีมานด์ไม่แผ่ว
รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า โครงการบ้านที่อยู่อาศัยยังคงมีความต้องการอยู่มาก โดยดูได้จากโครงการบ้านเพื่อคนไทยได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างล้นหลาม ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถดำเนินการได้เพราะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและข้อกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์อิงสิทธิ
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากความสนใจของประชาชนที่ลงทะเบียนทางออนไลน์เพื่อแสดงความประสงค์ที่อยู่อาศัยของโครงการบ้านเพื่อคนไทยที่เปิดลงทะเบียนเมื่อวันที่ 17 ม.ค.2568 เปิดลงทะเบียนเพียง 1 ชั่วโมง
รวมทั้งมีประชาชนเข้าระบบเพื่อรอยื่นความจำนงเป็นเจ้าของบ้านเพื่อคนไทยมากถึง 12 ล้านคน และตลอดทั้งวันมากกว่า 20 ล้านคน รวมทั้งมีประชาชนเดินทางมายังสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อเข้าชมบ้านตัวอย่างมากกว่า 2,000 คน
รวมทั้งหลังจากนั้นประกาศปิดรับลงทะเบียนวันที่ 11 เม.ย.2568 พบยอดผู้ลงทะเบียนแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการสำเร็จมากกว่า 260,000 คน และมีผู้ลงทะเบียนผ่านขั้นตอน Pre-approve โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มากกว่า 160,000 คน
ถึงแม้ว่าโครงการดังกล่าวกำหนดเงื่อนไข อาทิ ผู้ซื้อสิทธิ 1 ท่าน มีสิทธิจองอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างได้ 1 หน่วย ต่อ 1 โครงการเท่านั้น รวมทั้งห้ามโอนสิทธิในโครงการบ้านเพื่อคนไทยภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันจดทะเบียนสิทธิ และผ่อนขั้นต่ำเดือนละ 4,000 บาท
นอกจากนี้ โครงการบ้านเพื่อคนไทยกำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ภายหลังเปิดลงทะเบียนราว 4 เดือน SRTA ได้ร่วมกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กำหนดหลักเกณฑ์ในการจับสลาก โดยรูปแบบการจับฉลากจะได้รับการออกแบบจากกองสลากฯ เอง ซึ่งผู้ลงทะเบียนจะต้องได้รับการประสานจาก ธอส. ได้รับเลขรหัสการลงทะเบียน ก่อนเข้าร่วมการจับสลาก
สำหรับโครงการบ้านเพื่อคนไทยผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2568 นำร่องระยะที่ 1 จำนวน 4 พื้นที่ โดยไทม์ไลน์เดิมรัฐบาลมีกำหนดจะจับสลากผู้ที่ได้รับสิทธิเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในเดือน พ.ย.2568 แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทำให้โครงการต้องหยุดชะงัก เพราะยังไม่สามารถเสนอนำผลการศึกษาเข้าสู่ที่ประชุม ครม.พิจารณาได้
รฟท.ยังมีแผนจัดทำที่อยู่ให้ประชาชน
รายงานข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่า รฟท.ยังมีแผนพัฒนาที่ดิน รฟท.เพื่อจัดทำที่อยู่อาศัยให้ประชาชน โดยก่อนหน้านี้มีโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” ที่รัฐบาลต้องการพัฒนานำร่องในพื้นที่ศักยภาพ 4 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ (ย่าน กม.11 และธนบุรี) ปทุมธานี (เชียงราก) และเชียงใหม่
ทั้งนี้ ยังคงบรรจุอยู่ในแผนงานของ SRTA ที่จะศึกษาพัฒนาพื้นที่ศักยภาพดังกล่าวให้เป็นโครงการที่อยู่อาศัย เนื่องจากเป็นแปลงที่ดินที่ติดกับสถานีรถไฟ และระบบขนส่งสาธารณะ
รวมทั้ง รฟท.อนุมัติให้บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (อทส.) หรือ SRTA เช่าที่ดิน 10 แปลงใหญ่ ที่มีมูลค่าทรัพย์สินเกินกว่า 500 ล้านบาทขึ้นไปทั่วประเทศ เพื่อนำมาบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ และสร้างรายได้ให้แก่ รฟท. ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปี 2569 อาทิ
พื้นที่บางซื่อ แปลง E1 (ที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่) ขนาดพื้นที่ประมาณ 21 ไร่ 0 งาน 33.6 ตารางวา และบริเวณสามเหลี่ยมย่านพหลโยธิน (เซ็นทรัลลาดพร้าว) ขนาดพื้นที่รวม (ตามขอบเขตใช้ประโยชน์จริง) ประมาณ 46 ไร่ 2 งาน 73.31 ตารางวา





