จับตา “ศาลสูงสหรัฐฯ” นัดชี้ขาดอำนาจประธานาธิบดีใช้กฎหมายมั่นคงรีดภาษีการค้า หวั่นเปิดทางใช้อำนาจเบ็ดเสร็จทำโลกป่วน นักวิชาการ TDRI แนะผู้ส่งออกไทยใช้จังหวะนี้งัดข้อมูลสู้ ช่วยผู้นำเข้าสหรัฐฯ ยื่นคัดค้านเพื่อสิทธิขอคืนภาษี สร้างแต้มต่อเหนือคู่แข่ง พร้อมแนะรื้อสัญญาแบ่งผลประโยชน์คืนเงินภาษี
ขณะนี้แวดวงการค้าระหว่างประเทศกำลังจับตามองคดีประวัติศาสตร์ในศาลสูงสหรัฐฯ (U.S. Supreme Court) ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อทิศทางนโยบายการค้าโลก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าอย่างไทย จากกรณีที่มีการยื่นฟ้องร้องเพื่อท้าทายอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) หรือกฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ มาเป็นเครื่องมือในการขึ้นภาษีนำเข้า
นางสาวสลิลธร ทองมีนสุข นักวิชาการอาวุธโส ด้านกฎหมายดิจิทัลและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยผ่านบทความพิเศษว่า กฎหมาย IEEPA (50 U.S.C. §1701-1707) เดิมถูกออกแบบมาเพื่อรับมือภัยคุกคามความมั่นคง เช่น การก่อการร้าย แต่ระยะหลังถูกรัฐบาลสหรัฐฯ ตีความเพื่อใช้ในสงครามการค้า ซึ่งหากศาลสูงวินิจฉัยว่าฝ่ายบริหารสามารถใช้ IEEPA กำหนดภาษีได้อย่างกว้างขวาง จะเป็นการตอกย้ำแนวโน้มความผันผวนด้านกฎระเบียบที่รุนแรงขึ้น แต่หากศาลจำกัดอำนาจดังกล่าว ก็จะเป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพการค้าโลก
“ขอคืนภาษี” โอกาสทองผู้ส่งออกไทย
นางสาวสลิลธร ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลกว่าผลคำตัดสินคือความเข้าใจผิดของผู้ประกอบการไทย ที่คิดว่าหากศาลสั่งเพิกถอนภาษีแล้ว จะได้รับเงินคืนโดยอัตโนมัติ แต่ในความจริง กฎหมายศุลกากรสหรัฐฯ (U.S. Customs and Border Protection: CBP) มีความซับซ้อนสูง โดยกำหนดให้เฉพาะผู้นำเข้าตามกฎหมาย (Importer of Record) ที่ยื่นคัดค้าน (Protest) ภายในเวลาที่กำหนดเท่านั้น จึงจะมีสิทธิขอคืนเงิน
“จุดนี้คือโอกาสของผู้ส่งออกไทย แม้เราจะยื่นคัดค้านเองไม่ได้ แต่ข้อมูลเชิงลึกของเรา เช่น แหล่งที่มาวัตถุดิบ โครงสร้างต้นทุน และถิ่นกำเนิดสินค้า คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ ทำเรื่องขอคืนภาษีสำเร็จ ผู้ผลิตไทยรายใดที่มีระบบจัดเก็บข้อมูลแม่นยำและพร้อมส่งมอบ จะกลายเป็นคู่ค้าเนื้อหอมที่ผู้นำเข้าต้องการตัว เพราะช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินให้เขาได้”
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ผู้ส่งออกไทยมักมองข้าม คือการเจรจาส่วนแบ่งเงินคืนภาษี ในกรณีที่บริษัทไทยเคยยอมลดราคาสินค้าเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระภาษีให้ลูกค้าสหรัฐฯ ไปก่อนหน้านี้ หากมีการคืนภาษีเกิดขึ้นในอนาคต ไทยควรมีเงื่อนไขสัญญาที่ระบุถึงการคืนส่วนลดหรือปรับราคาย้อนหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ส่งออกในเอเชียหลายประเทศเริ่มทำแล้ว แต่ไทยยังไม่คุ้นเคย
นางสาวสลิลธร ยังสะท้อนภาพความท้าทายเชิงโครงสร้างว่า ไทยกำลังตามหลังคู่แข่งอย่างเวียดนาม ที่มีความก้าวหน้าชัดเจนภายใต้ “Decision 100” ของนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ที่สั่งจัดตั้ง National Traceability Portal บูรณาการข้อมูลสินค้าเกษตรและส่งออกทั้งระบบ
ในขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ในสินค้าประมงและเกษตรบางรายการ แต่ในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ หรือสิ่งทอ กลับยังไม่มีแพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงข้อมูลห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ข้ามภาคส่วน (Cross-sector) ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำคัญเมื่อต้องเผชิญกับมาตรการตรวจสอบที่เข้มข้นของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงานบังคับ หรือความมั่นคงของเทคโนโลยี
“รัฐบาลไทยต้องเปลี่ยนบทบาทจากแค่ผู้ให้คำแนะนำ เป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล จัดทำคู่มือเตรียมเอกสารตามมาตรฐาน CBP และเร่งพัฒนาระบบ Traceability กลาง เพื่อยกระดับความเชื่อมั่น เพราะในยุคหน้า ข้อมูลคืออาวุธ และความสามารถในการปฏิบัติตามกฎหมายคู่ค้า คือชี้วัดความอยู่รอดของธุรกิจไทย” นางสาวสลิลธร ทิ้งท้าย





