background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ผ่าตัดใหญ่ ‘เขตปลอดอากร’ อุดรูรั่วภาษีแสนล้าน งัดเทคโนโลยีปิดช่องโหว่ศุลกากร

ผ่าตัดใหญ่ ‘เขตปลอดอากร’ อุดรูรั่วภาษีแสนล้าน งัดเทคโนโลยีปิดช่องโหว่ศุลกากร

ครม. ขานรับมาตรการ “ศุลกากร” คุมเข้มเขตปลอดอากร สกัดภาษีรั่วไหล พร้อมนำเทคโนโลยี AI และ GPS ยกระดับความโปร่งใส ผนึกทุกหน่วยงานบูรณาการข้อมูล ปิดช่องว่างกฎหมาย

การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรนับเป็นกลไกสำคัญของภาครัฐ ที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุน และอำนวยความสะดวกทางการค้าการลงทุน ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกกลับพบความจริงที่น่ากังวลว่า มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายในพื้นที่ “เขตปลอดอากร” (Free Zone) เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี จนสร้างความเสียหายให้กับรัฐมหาศาล

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 ม.ค.2569 มีมติรับทราบ และเห็นชอบผลการดำเนินการของกระทรวงการคลัง ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่อง “มาตรการป้องกันการรั่วไหลของภาษีจากการประกอบกิจการในเขตปลอดอากร” เพื่อเร่งอุดรอยรั่วทางการคลัง และเพิ่มประสิทธิภาพการนำเงินภาษีเข้ารัฐ และป้องกันการทุจริต

รัฐสูญรายได้กว่า 8 หมื่นล้าน จากเขตปลอดอากร 

รายงานจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มูลค่าการสูญเสียรายได้ทางภาษี (Tax Expenditure) จากการที่รัฐดำเนินมาตรการต่างๆ ในปีงบประมาณ 2565 - 2567 พบว่ารัฐบาลสูญเสียรายได้จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามกฎหมายเฉพาะเป็นจำนวนมาก โดยในปี 2565 มีมูลค่าสูงถึง 250,627 ล้านบาท และในปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 269,185 ล้านบาท 

ทั้งนี้ แม้ว่าค่าใช้จ่ายทางภาษีเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่รัฐบาลตั้งใจใช้เพื่อดึงดูดการลงทุน และกระตุ้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย แต่ขนาดของรายได้ที่หายไปกว่า 2.5 แสนล้านบาทต่อปี ทำให้เครื่องมือการส่งเสริมกลายเป็นความเสี่ยงทางการคลัง 

โดยเฉพาะใน "เขตปลอดอากร" ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นรายการที่ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้สูงสุดอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าสูงถึง 71,274 ล้านบาท ในปี 2565 และพุ่งขึ้นเป็น 82,029 ล้านบาท ในปี 2566 ก่อนจะลดลงมาที่ 77,308 ล้านบาท ใน 2567 ซึ่งก่อนหน้านี้ ป.ป.ช. ได้ชี้ให้เห็นข้อสังเกตดังกล่าว และเสนอมาตรการการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้นต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2568 เพื่อยกระดับความโปร่งใส และปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย

ต่อมา เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568 กระทรวงการคลัง โดยกรมศุลกากรได้ร่วมหารือกับหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเร่งรัดการดำเนินการตามข้อเสนอของ ป.ป.ช. ให้ครบถ้วน โดยมุ่งหวังว่าการปรับปรุงกระบวนงานเหล่านี้จะช่วยลดช่องว่างทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้มีการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ และสร้างระบบการจัดเก็บภาษีที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

ล่าสุด กรมศุลกากรมีการรายงานผลการดำเนินการในแต่ละประเด็นตามข้อเสนอของ ป.ป.ช. โดยกำหนดเป็นมาตรการสำคัญในมิติต่างๆ ประกอบด้วย 

ลดอำนาจ ‘ดุลพินิจ’ เจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ เพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพ กรมศุลกากรได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในหลายด้านเพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และป้องกันการทุจริต ได้แก่ การใช้ AI และ Big Data โดยกรมศุลกากรอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) โดยใช้ระบบ Machine Learning (ML) และ Artificial Intelligence (AI) เพื่อตรวจจับพฤติกรรมนำเข้า-ส่งออกที่ผิดปกติแบบเรียลไทม์ (Real-time) และวิเคราะห์ความเสี่ยงในการทุจริตได้อย่างแม่นยำ

อุดรอยรั่วด้วยการบูรณาการข้อมูล

นอกจากนี้ มีการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อใช้ระบบระบบติดตามสินค้าด้วย DLT GPS ในการติดตามรถบรรทุกสินค้าที่ขนส่งในเขตปลอดอากร ทำให้สามารถตรวจสอบเส้นทางย้อนหลังได้ว่ามีการลักลอบนำสินค้าออกนอกเส้นทางหรือไม่

อีกทั้ง ได้จัดทำระบบฐานข้อมูลราคาสินค้านำเข้า (Price Search Engine) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้เป็นเครื่องมือมาตรฐานในการพิจารณาราคาศุลกากร ลดช่องว่างการใช้ดุลพินิจที่อาจนำไปสู่การสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง 

นอกจากนี้ มีการใช้ระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ แลกเปลี่ยนเอกสารดิจิทัลระหว่างภาครัฐ และเอกชนเพื่อความโปร่งใส เชื่อมโยงระบบใบอนุญาตกับหน่วยงานอื่นผ่านระบบ Thailand National Single Window (NSW) และระบบ e-Payment ของธนาคาร เพื่อให้การตรวจสอบเอกสาร และการจ่ายภาษีเป็นไปอย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้

สกรีนผู้ประกอบการ-คัดกรองกลุ่มเสี่ยง

มาตรการคัดกรองผู้ประกอบการ และเพิ่มความโปร่งใส นอกจากการใช้เทคโนโลยีแล้ว ยังมีการปรับปรุงกฎระเบียบในการบริหารจัดการ รวมถึงการคัดกรองผู้ประกอบการ โดยกำหนดคุณสมบัติผู้ขอจัดตั้งเขตปลอดอากรต้องเป็นนิติบุคคลที่ไม่มีความเสี่ยงทางการเงิน และไม่มีประวัติการกระทำผิดกฎหมายศุลกากรย้อนหลัง 3 ปี

นอกจากนี้ ยังมีการนำระบบบริหารความเสี่ยงระดับสากลมาใช้จัดลำดับความสำคัญในการเปิดตรวจสินค้า (Physical Examination) และจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อทำหน้าที่ Post-Audit หรือการตรวจสอบสถานประกอบการภายหลังการตรวจปล่อยสินค้า เพื่อสอบทานความถูกต้องของการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรซ้ำอีกครั้ง

สร้างธรรมาภิบาลใหม่

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความโปร่งใสภายในองค์กร กรมศุลกากรได้มีการจัดทำ ประมวลจริยธรรมกรมศุลกากร พ.ศ.2565 และพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตออนไลน์ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ประชาชนแจ้งเบาะแสพฤติกรรมมิชอบของเจ้าหน้าที่ได้ทันที

นอกจากนี้ ยังแก้ปัญหาการสมรู้ร่วมคิด (Collusion) ระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ ด้วยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์สุ่มเลือกเจ้าหน้าที่ ในการเข้าตรวจสอบสินค้า แทนการมอบหมายงานแบบเดิม

ทั้งนี้ การขยับตัวของกรมศุลกากรในครั้งนี้ ถือเป็นการตอบสนองต่อนโยบายปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลักในการปฏิรูประบบ ซึ่งคาดหวังว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการอุดรูรั่ว และเพิ่มรายได้เข้ารัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ความโปร่งใสของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการคลังของประเทศในระยะยาวต่อไป

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์