แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ขยับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้ว่า มีสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งภายในประเทศอิหร่านที่ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ความยืดเยื้อของกลุ่มผู้ประท้วงได้ ซึ่งเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสำคัญจากการที่สหรัฐ เริ่มเข้ามาแทรกแซง และประกาศคว่ำบาตรอิหร่านตามมา
สำหรับประเด็นที่น่ากังวลคือ การที่สหรัฐ พยายามแทรกแซงผ่านนโยบายภาษี โดยข่มขู่ว่าจะขึ้นภาษีกับประเทศที่ยังทำการค้ากับอิหร่าน โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งหากจีนยุติการซื้อน้ำมันจากอิหร่าน เนื่องจากเกรงผลกระทบด้านภาษีที่อาจสูงถึง 25% จะส่งผลให้อุปทานน้ำมันส่วนนี้หายไปจากระบบทันที ความกังวลดังกล่าวนำไปสู่การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวกล่าวว่า สถานการณ์ในอิหร่านแตกต่างจากกรณีของเวเนซุเอลา เนื่องจากเวเนซุเอลาเน้นการสำรองน้ำมันในประเทศ และไม่กระทบกับไทยโดยตรง แต่กรณีอิหร่านนี้อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนตลอดทั้งสัปดาห์นี้หรือตลอดทั้งเดือน แต่เชื่อว่าสถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อ โดยคาดว่าจะคลี่คลายลงภายใน 2 สัปดาห์นับจากนี้ ทั้งนี้มองว่าปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก มากกว่าความต้องการใช้ในช่วงฤดูหนาวที่ปีนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคามากนัก
สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันเฉลี่ยในปี 2569 มีการคาดการณ์ไว้ แบ่งเป็นน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) อยู่ในกรอบ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 65 ดอลลาร์, น้ำมันเบนซิน (Gasoline 95) เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 75 ดอลลาร์ และน้ำมันดีเซล เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 81-82 ดอลลาร์ ด้านก๊าซหุงต้ม (LPG) คาดว่าราคาตลาดโลกจะไม่เกิน 480 ดอลลาร์ ซึ่งรัฐบาลยังคงดูแลราคาขายปลีกไว้ที่ 423 บาท แม้กองทุนน้ำมัน จะต้องจ่ายชดเชยในบางช่วงแต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
ในส่วนของราคาล่าสุดที่ปรับตัวขึ้นเมื่อวานนี้ (13 ม.ค.2569) พบว่า น้ำมันดีเซลขยับขึ้นมาอยู่ที่ 81.26 ดอลลาร์ (เพิ่มขึ้นประมาณ 1.33 ดอลลาร์), เบนซินอยู่ที่ 73.45 ดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 0.55 ดอลลาร์) และน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 61.76 ดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 0.35 ดอลลาร์)
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดคือ ท่าทีของประเทศจีนที่ยังคงสงบนิ่ง และไม่มีปฏิกิริยาต่อสถานการณ์นี้ ซึ่งมองว่าหากจีนไม่เข้ามามีแอกชันหรือตอบโต้ สันติภาพอาจกลับมาได้เร็วขึ้น แต่หากมีการต่อรองหรือแสดงความไม่พอใจ สถานการณ์อาจยืดเยื้อได้
ทั้งนี้ ทางกระทรวงพลังงาน เห็นว่าอิหร่านควรเร่งยุติปัญหาภายในด้วยตัวเองให้เร็วที่สุด เพื่อลดความผันผวนของราคาพลังงาน และไม่ควรให้มือที่ 3 อย่างสหรัฐ เข้าไปแทรกแซงจนเรื่องบานปลาย
สำหรับการตัดสินของศาลในวันที่ 14 ม.ค.69 ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บภาษีของทรัมป์และอาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันหรือไม่นั้น โดยส่วนตัวมองว่า การทบทวนนโยบายการขึ้นภาษี จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทบทวนเรื่องการขึ้นภาษีต่างๆ ซึ่งจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์พลังงาน
การกีดกันทางการค้า และภาษี 25% กับประเทศที่ยังคงทำการค้ากับอิหร่าน เช่น ก็อาจผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกได้ โดยเฉพาะจีนที่อาจหยุดซื้อน้ำมันจากอิหร่านเพื่อเลี่ยงปัญหาภาษี จะส่งผลให้อุปทาน (Supply) น้ำมันหายไปจากระบบทันที ซึ่งสร้างความกังวลในตลาด และทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
อีกทั้งยังอาจผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อม โดยการตั้งกำแพงภาษีหรือการกีดกันการนำเข้าส่งผลต่อการใช้พลังงานในภาพรวม ซึ่งจะมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันทั้งในเชิงโครงสร้างการนำเข้า และการใช้สอยภายใน
“มุมมองด้านสถานะทางกฎหมายส่วนตัวมองว่า การดำเนินการเรื่องภาษีดังกล่าวถือเป็นการทำในนามรัฐบาล ไม่ใช่ในนามส่วนตัว จึงอาจเป็นปัจจัยที่ศาลต้องนำมาพิจารณาด้วย ประเด็นภาษีนี้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการแทรกแซงทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความผันผวนของราคาน้ำมันผ่านกลไกการกีดกันคู่ค้าของอิหร่าน”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





