เครื่องบินขาดแคลนยังหลอนแอร์ไลน์ แม้ปัจจัยหนุนประวัติการณ์อัตราบรรทุกพุ่ง

เครื่องบินขาดแคลนยังหลอนแอร์ไลน์    แม้ปัจจัยหนุนประวัติการณ์อัตราบรรทุกพุ่ง

ปี 2569 น่าจะเป็นปีทองแห่งอุตสาหกรรมการบินโลก ซึ่งเป็นอานิสงส์จากการผงกหัวขึ้นของเศรษฐกิจในหลายๆประเทศและอีกประการหนึ่งคือ การที่ปี 2568 ที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตที่ต่ำทำให้เมื่อนำอะไรไปเทียบก็จะดูดีสวยงาม

Global Outlook for Air Transport-Trade, AI, and the energy transition จัดทำโดย IATA  หรือ สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ(International Air Transport Association)  ระบุว่าเมื่อมองไปข้างหน้าถึงปี 2569 จะพบว่า  ปริมาณผู้โดยสารทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตขึ้น 4.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับปรุงที่ดีขึ้นเล็กน้อยในการเติบโตของ GDP โลก โดยคาดว่าปริมาณผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้น 7.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากแรงผลักดันทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในตลาดต่างๆ เช่นจีน อินเดีย และเวียดนาม ซึ่งขับเคลื่อนทั้งการเดินทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ

       ด้านอัตราการบรรทุกผู้โดยสารทั่วโลก (PLF) ได้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสูงสุดที่ 86% ในเดือนส.ค. 2568 ซึ่งเป็นตัวเลขรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับทั้งปี คาดว่าอัตราการใช้ที่นั่งโดยเฉลี่ย (PLF) จะอยู่ที่ 83.7% ซึ่งสูงกว่าระดับปี 2567 เล็กน้อย

 “ผลการดำเนินงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากการบริหารจัดการกำลังการผลิตที่เข้มงวด ความต้องการที่แข็งแกร่ง และการใช้ประโยชน์จากฝูงบินในระดับสูง คาดว่า PLF จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 83.8% ในปี 2569 เนื่องจากสายการบินยังคงเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนเครื่องบินซึ่งจำกัดจำนวนที่นั่ง”

อย่างไรก็ตาม คาดว่ารายได้จากผู้โดยสารจะลดลง 0.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์เดิมที่ว่าจะลดลง 4.1%  โดยรายได้สายการบินได้รับการสนับสนุนจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินที่สูงกว่าที่คาดไว้เล็กน้อยและข้อจำกัดด้านอุปทานเครื่องบินที่ยังคงมีอยู่ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้สายการบินสามารถรักษาอำนาจในการกำหนดราคาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเส้นทางที่มีความต้องการสูง จากปัจจัยค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงได้ช่วยสนับสนุนรายได้ในตลาดที่ไม่ใช่ดอลลาร์ความต้องการที่แข็งแกร่งสำหรับที่นั่งชั้นพรีเมียมและแรงกดดัน

ในปี 2569 คาดการณ์ว่ารายได้จากผู้โดยสารทั่วโลกจะทรงตัวเมื่อเทียบกับระดับในปี 2568 ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินคาดว่าจะทรงตัว

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) กล่าวว่า AOT ได้มีการศึกษาโอกาสในการเพิ่มเที่ยวบินจากต่างประเทศที่จะเดินทางผ่านท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งภายใต้การดูแลของ AOT จากสถานการณ์ปัจจุบัน AOT จึงได้จัดทำมาตรการส่งเสริมตลาดด้านการบิน ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง โดยให้ส่วนลดค่าบริการด้านการบินและสนับสนุนสิทธิประโยชน์ (Incentive) แก่สายการบินที่ทำการบินทดแทนเที่ยวบินที่คืนตารางการบิน (Slot) โดยคณะกรรมการ AOT ได้อนุมัติมาตรการดังกล่าวในการประชุมครั้งที่ 19/2568 เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2568 ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึงวันที่ 28 มี.ค. 2569 ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้สายการบินตัดสินใจทำการบินมายังประเทศไทยได้เร็วยิ่งขึ้น ลดการสูญเสียรายได้จากการยกเลิก Slot ของสายการบิน และเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดด้านการบินของ AOT อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศมายังท่าอากาศยานของ AOT ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะช่วยดึงเที่ยวบินและผู้โดยสารกลับมาเท่านั้น ยังเป็นการสร้างความยั่งยืนทางด้าน Slot การบิน เสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างตลาด และวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับอุตสาหกรรมการบินในอนาคตอีกด้วย

นางสาวปวีณา กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มจำนวนของเที่ยวบินระหว่างประเทศและจำนวนผู้โดยสารในช่วงไฮซีซัน ซึ่งจะส่งผลบวกต่อการท่องเที่ยว การจ้างงานและรายได้ของประเทศ พร้อมเน้นย้ำบทบาทของ AOT ในการเป็นองค์กรที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านอุตสาหกรรมการบินอย่างยั่งยืน

รายงานIATA ยังระบุอีกว่า อัตราการบรรทุกผู้โดยสารและการใช้ประโยชน์จากฝูงบินที่สูงเป็นประวัติการณ์ประกอบกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของรายได้เสริมจะช่วยให้สายการบินสามารถรักษากำไรที่ดีได้ท่ามกลางความท้าทาย โดยมีกำไรสุทธิสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 41 พันล้านดอลลาร์ในปี 2569และอัตรากำไรสุทธิที่คงที่ที่ 3.9% ความสำเร็จที่น่าประทับใจนี้ควรจะเป็นไปได้แม้ว่าค่าโดยสารจะลดลงและแรงกดดันด้านต้นทุนจะมีอยู่อย่างต่อเนื่องก็ตาม อย่างไรก็ตาม ต้องกล่าวว่าอุตสาหกรรมสายการบินยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่มีอัตรากำไรต่ำ