background-default

วันพุธ ที่ 28 มกราคม 2569

Login
Login

เทียบ ‘นโยบายภาษี’  ‘ประชาธิปัตย์’ – ‘ประชาชน’ ลดภาระ – เพิ่มค่าลดหย่อน ‘คนชั้นกลาง’

เทียบ ‘นโยบายภาษี’  ‘ประชาธิปัตย์’ – ‘ประชาชน’  ลดภาระ – เพิ่มค่าลดหย่อน ‘คนชั้นกลาง’

นโยบายเรื่องภาษี ทั้งเรื่องของการปรับโครงสร้าง การลดหย่อนภาษี รวมทั้งการเพิ่มหรือลดค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถือเป็นประเด็นหนึ่งที่กลุ่มผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งติดตามและให้ความสนใจว่าพรรคการเมืองต่างๆจะมีการเสนอนโยบายในเรื่องนี้อย่างไร ล่าสุดในการเลือกตั้งปี 2569 มีพรรคการเมืองที่นำเสนอนโยบายเรื่อง “ภาษี” มาใช้ในการหาเสียงที่เห็นได้ชัดเจนขณะนี้มี 2 พรรค ที่มีการพูดถึงเรื่องนี้คือพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน

“กรุงเทพธุรกิจ” รวบรวมแนวนโยบายด้านภาษีของ 2 พรรคการเมืองนี้มาให้ผู้อ่านได้เปรียบเทียบกัน

พรรคประชาธิปัตย์ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่าการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีความจำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบันที่สูงขึ้นอย่างมาก โดยพรรคเสนอนโยบายปรับฐานยกเว้นภาษีเป็น 300,000 บาทต่อปี

เทียบ ‘นโยบายภาษี’  ‘ประชาธิปัตย์’ – ‘ประชาชน’  ลดภาระ – เพิ่มค่าลดหย่อน ‘คนชั้นกลาง’

“ถึงเวลาที่รัฐต้องให้ความสำคัญกับเงินเดือนของชนชั้นกลาง เนื่องจากกลุ่มคนทำงานที่มีรายได้ระดับ 20,000 - 26,000 บาทในปัจจุบันใช้ชีวิตได้อย่างยากลำบากเมื่อเทียบกับในอดีต ขณะที่กฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่มีการปรับปรุงมานานหลายปี พรรคจึงมีนโยบายขยับฐานรายได้สุทธิที่ได้รับยกเว้นภาษีจากเดิม 150,000 บาทแรก ขึ้นไปเป็นเกือบ 300,000 บาทต่อปี”

กรณ์กล่าวว่าการปรับฐานดังกล่าวจะส่งผลให้ ผู้ที่มีเงินเดือนไม่เกิน 40,000 บาทแรก ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งจะช่วยให้คนทำงานกลุ่มนี้มีเงินเหลือเพิ่มขึ้นในกระเป๋าประมาณ 7,500 บาทต่อปี โดยเขาย้ำว่ามาตรการนี้จะให้ประโยชน์กับผู้เสียภาษีทุกคน เพราะรายได้ 40,000 บาทแรกของทุกคนจะไม่ถูกนำไปคำนวณภาษี

อย่างไรก็ตามยอมรับว่ามาตรการนี้จะทำให้รายได้ภาษีหายไปประมาณ 30,000 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากข้อมูลพบว่าระบบภาษีปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก โดยผู้เสียภาษีกลุ่มบนสุดเพียง 2 ล้านคนจากที่เสียภาษีจริงประมาณ 4.4 ล้านคน เป็นผู้แบกรับภาษีถึง 90% ของรายได้ภาษีเงินได้ทั้งหมด ขณะที่การลดภาระให้ผู้เสียภาษีกลุ่มล่าง 2 ล้านคนจะกระทบรายได้รัฐเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทั้งนี้ พรรคยังมีกลยุทธ์การรักษาฐานภาษีไว้เพื่อให้รัฐยังมีข้อมูลประชากรครบถ้วน โดยจะปรับให้ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ไม่ต้องเสียภาษี 7,500 บาทเดิม เปลี่ยนมาเสียภาษีเพียงเล็กน้อย เช่น 100 บาท เพื่อให้ยังคงอยู่ในระบบตรวจสอบข้อมูลของกรมสรรพากรต่อไป

ชี้ลดภาษีนิติบุคคลสูงไม่เกิดการลงทุน

อดีต รมว.คลังกล่าวด้วยว่าการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% ในอดีตสมัยรัฐบาลเพื่อไทยนั้น กลับไม่ได้ช่วยกระตุ้นการลงทุนตามทฤษฎี แต่กลับกลายเป็นการเพิ่มกำไรเพื่อจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งหลายรายเป็นชาวต่างชาติ ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศ เพราะไม่ได้นำกลับมาลงทุนต่อในประเทศ พรรคจึงหันมาให้ความสำคัญกับการลดภาษีให้ "บุคคลธรรมดา" ซึ่งเป็นคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจมากกว่า

สำหรับการหาชดเชยรายได้ที่หายไป นายกรณ์เสนอแนวทางการขยายฐานภาษี โดยการดึงผู้ที่ควรเสียภาษีแต่ยังอยู่นอกระบบให้เข้ามาจ่ายภาษีให้ถูกต้อง รวมถึงการบริหารจัดการภาษีนิติบุคคลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อนำเงินมาดูแลสวัสดิการของประชาชนในด้านอื่นๆ ต่อไป

พรรคประชาชนเน้นดึงผู้ประกอบการเข้าระบบ

สำหรับนโยบายการลดภาษีของพรรคประชาชน ศิริกัญญา ตันสกุล กล่าวว่าแนวทางของพรรคได้เสนอแนวทางการปฏิรูปภาษีที่มุ่งเน้นการดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบด้วยแรงจูงใจและการลดภาระ มากกว่าการบังคับจัดเก็บ โดยในส่วนของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพรรคจะเพิ่มค่าลดหย่อนส่วนตัว โดยเสนอให้ปรับเพิ่มค่าลดหย่อน ค่าใช้จ่ายส่วนตัวจากเดิม 60,000 บาท เป็น 100,000 บาทต่อคน เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพจริงที่เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 74,000 บาทต่อปี

ขณะที่ในเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในภาพรวมพรรคประชาชนจะใช้วิธีค่อยๆ ทยอยขึ้นทีละ 1% โดยไม่จำเป็นต้องขยับเพดานขึ้นไปถึง 10% เมื่อเศรษฐกิจเอื้ออำนวย และต้องมีมาตรการเยียวยาผู้มีรายได้น้อยควบคู่ไปด้วย

ชงมาตรการลดภาษี SMEs 3 ต่อ

สำหรับมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีนั้นพรรคประชาชนได้วางนโยบายให้เชื่อมโยงกับหวยใบเสร็จ 3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการภาษี 3 เด้ง เพื่อ SMEs โดยจะเน้นการแก้ปัญหา (Pain Point) ของรายย่อยที่กลัวการเข้าสู่ระบบภาษี โดยเสนอมาตรการ ได้แก่

1.เด้งที่ 1 ขยายเพดานจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เสนอให้ปรับเพิ่มเพดานรายได้ที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากเดิม 1.8 ล้านบาทต่อปี เป็น 3.6 ล้านบาทต่อปี เพื่อให้ร้านค้าขนาดเล็กมีพื้นที่หายใจและไม่ต้องกังวลกับระบบเอกสารที่วุ่นวาย

2.เด้งที่ 2 เพิ่มการหักค่าใช้จ่ายเหมา สำหรับบุคคลธรรมดา จากเดิมที่กฎหมายยอมให้หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 60% ซึ่งสมมติว่ามีกำไรถึง 40% พรรคเสนอให้ปรับเพิ่มเป็น 90% เพื่อให้สะท้อนกำไรจริงที่ประมาณ 10% ช่วยให้เสียภาษีน้อยลงและสมเหตุสมผลมากขึ้น

3.เด้งที่ 3 VAT แบบเหมาโดยสามารถเลือกจ่าย 2.1% รายไตรมาสได้ สำหรับผู้ที่ต้องจด VAT (รายได้เกิน 3.6 ล้านบาท) โดยพรรคเสนอทางเลือกให้ จ่ายภาษี VAT แบบเหมาในอัตรา 2.1% แทนการเก็บใบเสร็จซื้อทุกใบมาหักลบกับภาษีขาย ซึ่งเป็นภาระด้านเอกสารที่หนักมากสำหรับ SMEs

นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมและการคืนภาษี โดย SMEs ที่จะเข้าร่วมโครงการ โดยจะมีคูปองคืน VAT 50,000 บาทแรก โดยมีนโยบายมอบคูปองมูลค่า 50,000 บาท เพื่อให้ SME นำไปใช้หักภาษีหรือใช้จ่ายในสิ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ เช่น การจ้างนักบัญชี เป็นต้น

เทียบ ‘นโยบายภาษี’  ‘ประชาธิปัตย์’ – ‘ประชาชน’  ลดภาระ – เพิ่มค่าลดหย่อน ‘คนชั้นกลาง’

“ในช่วงแรก ประมาณ 3 ปีแรก ของการใช้ระบบภาษีแบบนี้รัฐอาจเสียรายได้ภาษีบางส่วน แต่เป้าหมายหลักคือการ ชักชวนคนเข้าสู่ระบบ เพื่อให้รัฐเห็นฐานข้อมูลที่แท้จริงของ SMEs และสามารถส่งเสริมได้ตรงจุด เมื่อธุรกิจเหล่านี้เติบโตขึ้น รัฐจึงจะได้ประโยชน์จากภาษีในระยะยาว”ศิริกัญญา กล่าว

สำหรับนโยบายภาษีด้านอื่นๆ ได้มีการจัดทำชุดนโยบายเรื่องภาษีไว้ในเว็บไซด์ของพรรค โดยในส่วนของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นั้นมุ่งในเรื่อง “ขยายฐาน ง่าย และเป็นธรรม"

ในส่วนแรกจะดึงคนเข้าระบบ กวดขันให้แรงงานในระบบ (ผู้ประกันตน ม.33 และข้าราชการ) ยื่นแบบภาษีให้ครบ 100% ภายในปีแรก และกำหนดให้ทุกคนที่บรรลุนิติภาวะต้องเข้าสู่ระบบภาษี โดยเสียภาษีตั้งแต่บาทแรกที่มีเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน

ปรับรูปแบบเอกสารภาษีให้เข้าใจง่ายและกรอกได้ง่าย เชื่อมโยงข้อมูล: การขอใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว ต้องทำพร้อมกับการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี

ขยายลดหย่อนส่วนตัวเป็น 1 แสนบาทต่อปี 

เพิ่มมาตรการจูงใจในการยื่นแบบ เช่น กรณีโครงการแบบมุ่งเป้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย จะให้ผู้ที่ยื่นแบบฯ มีสิทธิเข้าร่วมโครงการก่อน หรือมีโควตาพิเศษสำหรับผู้ที่ยื่นแบบฯ แก้ไขประมวลรัษฎากรเพื่อกำหนดให้ทุกคนที่บรรลุนิติภาวะแล้วต้องเข้าระบบภาษี และเสียภาษีตั้งแต่มีเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าลดหย่อนตั้งแต่บาทแรก และปรับเพิ่มค่าลดหย่อนส่วนตัวเป็น 100,000 บาทต่อปี และเปลี่ยนวิธีลดหย่อนการออมต่างๆ เป็นการลดภาษีโดยตรงในสัดส่วนเท่ากันทุกราย ไม่ใช่หักค่าใช้จ่ายจากรายได้พึงประเมิน

ขณะที่ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พรรคประชาชนตั้งเป้า "อุดช่องโหว่ ลดความเหลื่อมล้ำ" โดยจะปรับปรุงการแจ้งการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยกำหนดให้แจ้งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก และกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคือเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น เว้นแต่ในกรณีที่ดินที่เอกชนไม่อาจมีกรรมสิทธิ์ ให้ผู้ครอบครองที่ดินมีหน้าที่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

 กำหนดให้การแจ้งการประเมินภาษีที่ดินฯ ต้องแจ้งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ให้เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีหน้าที่เสียภาษี เว้นแต่ในกรณีที่ดินที่เอกชนไม่อาจมีกรรมสิทธิ์ ให้ผู้ครอบครองที่ดินนั้นมีหน้าที่ต้องเสียภาษีแทน นอกจากนั้นจะปรับลดเบี้ยปรับให้เป็นธรรม ลดอัตราเบี้ยปรับจาก 40% เหลือ 10% และลดลงอีกเหลือ 1% หากชำระเบี้ยปรับก่อนได้รับหนังสือแจ้งเตือน พร้อมมาตรการนิรโทษกรรมภาษีอย่างอ่อน คือ ให้ชำระเฉพาะต้นเงินโดยไม่ต้องชำระเบี้ยปรับ หรือชำระเบี้ยปรับในอัตราใหม่

ยกเว้นลดหย่อนภาษีเพื่อเกษตรกรรม 

ปรับลดมูลค่าการยกเว้นภาษีสำหรับการใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรรมและเพื่อการอยู่อาศัย จาก 50 ล้านบาท เหลือ 5 ล้านบาท และแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินเทียม โดยกำหนดประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติม และให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กำหนดอัตราภาษีแต่ละประเภทตามความเหมาะสม (เช่น ตามข้อกำหนดผังเมือง หรือในกรณีของที่ดินตาบอด) ภายใต้เพดานอัตราภาษีสูงสุดตามกฎหมาย (ไม่เกิน 3%)

รวมทั้งจะมีการเก็บภาษีที่ดินแบบรวมแปลง โดยจัดเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดาที่ถือครองที่ดินตั้งแต่ 50 ไร่ขึ้นไป หรือนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินตั้งแต่ 1 ไร่ขึ้นไป โดยให้เสียภาษีในอัตราไม่เกิน 1.5% ของมูลค่าที่ดิน โดยกรมสรรพากรมีหน้าที่ประเมินภาษีในช่วงปลายปีของทุกปี

โดยมาตรการทางภาษีหลายนโยบายของพรรคประชาชนจะมีการแก้ไขกฎหมาย เช่น ประมวลรัษฎากร พระราชกฤษฎีกา รวมทั้ง แก้ไข พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 บางมาตรา เพื่อให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง